1. Skip to Menu
  2. Skip to Content
  3. Skip to Footer>

พิมพ์

เขียนโดย สุรพันธ์ พิสิฐวิทยา

ชีวิตที่พลิกผัน ด้วย กรรมฐานและคำสอนของหลวงพ่อ

    สำหรับปุถุชนคนธรรมดาแล้ว คงไม่มีใคร รู้อนาคตของตนเองได้แน่นอน ว่าจะต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นไรจะเจอะเจอกับสิ่งดี-เลวแค่ไหน ต้องตกทุกข์ได้ยากหรือจะพบกับความสุขอย่างไร

    ผมเชื่อว่าด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ไม่เชื่อในกฏแห่งกรรมส่วนใหญ่จึงมักตกอยู่ในความประมาทต่อการดำเนินชีวิต ต่างตักตวงขวนขวาย หาความสุขฉาบฉวยเฉพาะหน้าไปวันๆ ต่างเบียดเบียน แก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่น เพื่อให้ได้มาซึ่ง ลาภ ยศ สรรเสริญรวมถึงปัจจัยและทรัพย์สิน ที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบันที่ ฟุ้งเฟ้อ หรูหรา ฟุ่มเฟือย สนุกสนาน สุขสบาย ไม่เว้นแม้แต่การเบียดเบียนชีวิตสัตว์น้อยใหญ่ เพื่อเป็นไปแห่งความเพลิดเพลิน บันเทิงเริงรมย์ชั่วครู่ ชั่วยาม สิ่งเหล่านี้ แม้แต่กับตัวผมเองก็ไม่ละเว้น โดยเฉพาะก่อนที่จะได้รู้จักกับ การปฏิบัติธรรมที่วัดป่า...

หลงทางเดินชีวิต
    ผมเรียนในสถานบันช่างที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในประเทศไทย การสอบเข้าได้-ได้เรียน-ได้สังคมกับเพื่อนใหม่ทั้งรุ่นเดียวกันและรุ่นพี่ ประกอบกับสภาพแวดล้อมของวัยรุ่นแบบ นักเรียนช่าง ย่อมทำให้รู้สึกเหลิงลำพอง คึกคะนองอยากรู้อยากลอง อยากให้เพื่อนฝูงยอมรับ อยากเป็นจุดเด่นต้องการโอ้อวด ชอบท้าทาย หาสิ่งแปลกใหม่เข้ามาไว้ในชีวิต

    การเริ่มมีรายได้ จากการ ฝึกงาน หรือทำ งานฝิ่น ประกอบกับการได้ออกจากบ้านไปอยู่หอพักบ้านเช่ากับเพื่อนๆใกล้ๆสถาบันอย่างเป็นอิสระ ทำให้ภาคภูมิใจและรู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้เป็นผู้ใหญ่ ที่ไม่จำเป็นต้องคอยขออนุญาตพ่อ-แม่-ผู้ปกครองในเรื่องต่างๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมหลงระเริงและเป็นส่วนทำให้ชีวิตผมเริ่มเปลี่ยนแปลงจาก เด็กเรียน เป็น เด็กเก และสิ่งที่ได้เป็นรางวัล(เลวๆ)จากช่วงนี้ของชีวิตคือ ผมสูบบุหรี่และดื่มเหล้า จนติดเป็นนิสัย...

    เป็นเวลากว่า 20 ปี ที่ผมสูบบุหรี่ติดต่อกันมา แม้จะมีบางช่วงเวลาของชีวิตที่คิดและพยายามเลิก แตสุ่ดท้ายก็หวนกลับไปหามันใหม่ทุกครั้ง ถ้าจะนับกันจริงๆ จำนวนครั้งที่ผมคิดและพยายามจะเลิก ไม่น่าจะต่ำกว่าจำนวนปีที่ผมสูบมา ...

    วันแต่งงาน/วันขึ้นปีใหม่/วันเกิดลูก/วันครบรอบแต่งงาน/วันเข้าพรรษา/วันงดสูบบุหรี่โลก และวันสำคัญอื่นๆอีกมากมาย ล้วนเคยถูกผมอุปโลกน์ กำหนดให้เป็นวันที่ผมจะเลิกบุหรี่ และ/หรือ เลิกเหล้ามาแล้วทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ วันฌาปนกิจแม่ผม ...แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ

    การใช้เวลาพักผ่อนหย่อนใจของผม ด้วยที่มีบ้านอยู่ติดคลอง ทำให้การตกปลา หาเหยื่อ เป็นเรื่องที่แทบจะอยู่ในตารางกิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่ง ผมมักจะถือเบียร์ออกไปนั่งหย่อนเบ็ดหน้าบ้าน หรือบางวันก็ผูกเบ็ดทิ้งไว้ตลอดทั้งคืน ตอนเช้าก็ตื่นมาเก็บเบ็ด ปลาที่ได้ก็มีสารพัดชนิด ถ้าคืนไหนปลากินดี ผมจะนั่งตกปลาจนถึงเช้าโดยไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน จนคนแถวๆบ้านมักจะทักทายผมด้วยเรื่องเกี่ยวกับการตกปลาเสมอ อย่างเช่นว่า ... - วันนี้ไม่ตก(ปลา)เหรอ... - เมื่อคืนได้เยอะมั๊ย - วันนี้ใช้เหยื่ออะไร

    การเข้าวัดเข้าวา สำหรับผมเป็นเพียงแค่ผู้ให้บริการขับรถรับ-ส่ง ครอบครัวไปวัด ในวันหยุดเทศกาลสำคัญทางศาสนา และเป็นไปตามประเพณีที่ ชาวบ้าน เขาทำตามๆกันมา ที่ไม่ได้ช่วยให้ผมได้รับรู้ ซึมซับ เข้าใจหลักธรรมคำสอนตา่ งๆ ที่ชาวพุทธที่ดี ที่พึงปฏิบัติ แม้แต่การรับศีลห้าก็เป็นเพียงแค่การท่องสวดตามพระ ยิ่งไปกว่านั้น การจับผิดพระเพ่งโทษเด็กวัด จ้องอาบัติสงฆ์ ไม่ปลงของทำบุญ ไม่เกื้อหนุนศาสนา ยังเป็นสิ่งที่ผมมักจะปฏิบัติเสมอเมื่อได้เข้าวัด ...

จุดเริ่มต้นชีวิตใหม่
    จุดเริ่มต้น พลิกผันจากการเข้ากรรมฐาน-ปฏิบัติธรรมที่วัดป่า เมื่อวันที่ 6 - 12 สค. 51 เป็นช่วงที่ทางวัดจัดโครงการพัฒนาจิตเพื่อพ่อ ครั้งที่ 3 มีผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น 90 คนหนึ่งในนั้นมีภรรยาผมรวมอยู่ด้วย ด้วยเป็นความตั้งใจมานานที่อยากหาโอกาสเข้าวัด ถือศีลปฏิบัติธรรมช่วงวันเกิดให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งครั้งนี้นอกจากที่บริษัทจะอนุญาตให้พนักงานสมัครเข้าร่วมโดยไม่ถือเป็นวันลา จัดให้มีรถรับ-ส่งจากบริษัทถึงวัด เหมือนในครั้งที่ 1 และ 2 แล้ว ยังเป็นวันที่ตรงกับวันเกิดพอดี แถมที่วัดยังเป็นสถานที่ๆคุ้นเคยของพวกเรา เพราะได้เคยเข้าร่วมตระเตรียมงานหล่อพระปางจักรพรรดิ์มาก่อน ผมจึงสัญญากับภรรยาว่าจะดูแลลูกๆเอง และจะเพลาๆ เรื่องการดื่มเหล้าและตกปลา

ลองปฏิบัติธรรมด้วยตัวเองครั้งแรก
    เนื่องด้วยได้มีเพื่อนๆที่บริษัทเข้าร่วมโครงการมาก่อนบ้างแล้ว ดังนั้นข้อมูลการปฏิบัติ กิจวัตรประจำวัน เอกสารหนังสือ รวมถึงแผ่น CD ธรรมะของทางวัด จึงมีให้หยิบยืมและแจกจ่ายแบ่งปัน กันไปศึกษาเตรียมตัวกันล่วงหน้า ที่บ้านผมเองก็ได้รับไว้อยู่หลายชนิดด้วยกัน และด้วยที่มีเวลาว่างจากการ กินเหล้าเมายาตกปลาจนดึก ผมจึงมีโอกาสได้อ่านหนังสือธรรมะของทางวัด ประกอบกับ ลูกๆมักจะถามถึงแม่อยูบ่อยๆว่า ตอนนี้ แม่กำลังทำอะไรอยู่ การจะตอบว่า กำลังนั่งสมาธิ /กำลังปฏิบัติธรรม /กำลังเข้ากรรมฐาน สำหรับผมและลูกๆแล้ว มันเป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกิน(ในเวลานั้น) ดังนั้นคำตอบง่ายๆ ที่ตอบลูกไปคือ แม่กำลัง อยู่ที่วัด ฟังพระสวดมนต์ และเพื่อทำให้สิ่งนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถจับต้องได้

    ผมจึงศึกษาวิธีการปฏิบัติและลองทำตามดูที่บ้านในวันถัดมา โดยการนั่งหลับตานิ่งๆ พร้อมกับตามดูลมหายใจเข้า-ออก ภาวนาพองหนอ-ยุบหนอ ในใจตามอาการของท้องไปเรื่อยๆ โดยไม่ขยับร่างกาย ... นั่งได้เพียงไม่นาน ผมรู้สึกได้ถึงความทรมานจากอาการ ปากคอแห้งผาดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมพยายามอดทนและพิจารณาดูอาการที่เกิดขึ้นไม่ขยับ ไม่กลืนน้ำลาย และไม่เลิกล้มความตั้งใจในการนั่งต่อ สักพักอาการปากคอแห้งค่อยๆหายไป โดยที่หัวไหล่ไล่ไปจนถึงต้นแขน กลับรู้สึกปวดร้าวขึ้นมาแทน คล้ายกับว่ามันจะหลุดออกจากร่าง ผมรู้สึกตกใจจนต้องลืมตา ขยับตัวขยับแขนและลุกออกจากการนั่ง ผมไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ว่าเมื่อเลิกนั่งแล้ว ทั้งอาการปากคอแห้งและอาการปวดที่แขน-หัวไหล่กลับหายไปเป็นปลิดทิ้ง...

    วันต่อมา ทั้งๆที่เป็นเพียงวันและคืนที่ 2 ของ การปฏิบัติธรรม ของเธอ แต่ผมกลับรู้สึกคิดถึง เป็นห่วงและนึกไปว่า เธอคงจะลำบาก เจ็บปวด ทุกข์ทรมานกับการนั่งสมาธิและ/หรือไม่ก็คงต้องหิวจากการอดมื้อเย็นเพราะถือศีล เพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับอาการเหล่านั้น ผมจึงลองงดมื้อเย็นบ้าง ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมจากการ งดเบียร์และงดตกปลา จากนั้นก็เอาเวลามาลองนั่งสมาธิเหมือนเมื่อวานนี้ เพียงแต่วันนี้ ผมดื่มน้ำและเตรียมพร้อมร่างกายก่อนการนั่ง ด้วยคิดว่าน่าจะช่วยไม่ให้เกิดเวทนาจากอาการปากคอแห้งและปวดเมื่อยแขนและหัวไหล่ เหมือนเดิม...

เพราะเป็นปัจจัตตังด้วยความไม่เคยเข้าคอร์ส
    โครงการ และหรือเคยปฏิบัติธรรมมาก่อน ผมจึงมิได้ใส่ใจกับการสวดมนต์ เดินจงกรมแผ่เมตตาและหรือสมาทานใดๆ เริ่มต้นก็ตั้งท่านั่งหลับตา เฝ้าภาวนา ตามดูลมหายใจ เข้า-ออก วิธีการพิจารณาอาการต่างๆและการปฏิบัติตนระหว่างนั่งสมาธิ ผมได้แต่อาศัยจากการอ่าน การฟังซีดีบรรยายธรรม ตอบข้อซักถามของหลวงพ่อที่ซึ่งเมื่อก่อนหน้านั้น เรื่องเหล่านี้ไม่เคยมีอยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย ครั้นยิ่งอ่าน ยิ่งฟัง ก็ยิ่งอยากลองสัมผัสด้วยตนเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ยินว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเป็น ปัจจัตตัง - รู้ได้เฉพาะตัว

    ผมนั่งเฝ้าตามลมหายใจ ดูท้องพอง ท้องยุบอยู่ครู่ใหญ่ๆ อาการปากแห้งคอแห้งก็เกิดขึ้นอีก ครั้งนี้ผมค่อยๆพิจารณาดูที่อาการนั้นๆ อย่างละเอียด ย้ายจากการดูท้องพอง-ยุบ มาเป็นที่ปากและคอแทนค่อนข้างแปลกที่อาการปากคอแห้งนั้น เกิดขึ้นแล้วหายไปอยู่หลายครั้ง สลับกับการปวดล้าที่ไหล่และแขนที่ไม่รุนแรงเหมือนวันแรก แต่เนื่องจากจิตยังคงกังวล ขาดสมาธิ รวมถึงความหิว ประกอบกับมีเสียงรบกวนจากการแกล้งและทะเลาะกันเพื่อเรียกร้องความสนใจของลูกๆ ทำให้นั่งอยู่ได้ไม่นานนัก ... นี่เองกระมังที่นักบวชและนักปฏิบัติที่ต้องการบรรลุธรรมจึงมักออกธุดงค์หรือหาที่สัปปายะ

    ในช่วงเวลาเพียง 3-4 วันที่เข้าโครงการของเธอผมมีความรู้สึกคิดถึงเธอมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้แต่หลายๆครั้ง ที่ผมต้องเดินทางไปดูงานต่างประเทศเป็นเวลานานนับสัปดาห์ ก็ไม่เคยเป็นเช่นนี้ ผมรู้สึกเหมือนกับว่าเธอกำลังจะตายจากไปหรือไม่ก็จะไม่กลับมาเจอกันอีก ผมลองนั่งนิ่งๆปล่อยให้ใจคิดไปต่างๆนาๆ อย่างเช่น... ถ้าเธอไม่กลับมา พวกเราจะอยู่กันได้มั๊ย จะอยู่กันอย่างไร... และกลับกัน ถ้าผมไม่อยู่และหรือมีอันเป็นไป เธอกับลูกๆ จะอยู่กันแบบไหน พวกเขาจะลำบากกันเพียงใด...

    ผมเข้าใจเองว่า อาจเป็นเพราะการปฏิบัติธรรมรักษาศีลแปดของเธอ ทำให้ช่องว่างระหว่างเธอกับผมผู้ที่ศีลห้ายังไม่เคยรักษาได้ครบแม้แต่วันเดียว มีมากขึ้นจนเหมือนกับว่าเรากำลังอยู่กันคนละภพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเธอกลับจากโครงการแล้ว ยังคงถือศีล 8 ต่อไปและผมยังกินเหล้าเมายาและตกปลาเป็นกิจวัตรอยู่เช่นเดิมหรือ

    จากการฝึกนั่งสมาธิ ด้วยตนเองทุกค่ำ หลังกลับถึงบ้านในช่วงที่เธอเข้าโครงการ ผมมีเวลาพิจารณาถึง เวทนา ต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติ เทียบเคียงกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ในชีวิตประจำวันอาการ ปากคอแห้ง เทียบเคียงได้กับการ อยากดื่มเบียร์ สูบบุหรี่ ถ้าเป็นเวลาปกติผมคงสูบไปหลายมวน หรือไม่ก็คง ดื่มหมดไปหลายแก้วแล้ว เมื่อเกิดอาการเช่นนั้น เช่นเดียวกับอาการปวดไหล่ ปวดแขน นั่นคงเป็นเพราะการ ยกมือคีบบุหรี่ขึ้นสูบ หรือไม่ก็ยกแก้วกระดกเบียร์เข้าปาก นับไม่รู้กี่ครั้งต่อวัน ที่ซึ่งคนทั่วๆไปเขาไม่ได้ต้องใช้แรงงานแบบสูญเปล่าเช่นนั้น การปวดเมื่อยน่าจะเกิดจากการฝืนหยุด ใช้งานที่ฟุ่มเฟือย ไร้ประโยชน์ ที่ทำมาเป็นกิจวัตรทุกวันนานนับ 10 ปี ด้วยการนำมาตรึงไว้ที่บนหน้าตักวางซ้อนทับกันเพียงไม่กี่นาที !.

    มีอยู่บางช่วงที่ภาพป้าของผมโผล่แวบเข้ามาในความคิด แกนอนอยู่ในห้องไอซียูนานหลายเดือนแล้ว โดยมีสายยางห้อยระโยงระยางเต็มไปหมด แถมที่มือและเท้ายังถูกมัด
ตรึงแน่นกับเตียง เพื่อไม่ให้พลิกหรือขยับตัวทับหรือดึงสายยางต่างๆออกได้ ภาพที่แกลืมตาจ้องหน้าผมขณะที่น้ำตาไหลซึมออกมา พร้อมกับขยับปากพูดแบบไม่มีเสียง(เนื่องจากคอถูกเจาะ) ผมพออ่านปากที่แกขยับเรียกชื่อผม และพูดช้าๆออกมาหลายๆครั้งได้ว่า ปล่อยกู ปล่อยกูตาย ผมหวนคิดถึงเวทนาที่เกิดขึ้นกับตัวเองขณะนั่งสมาธิ...

    อาการปากและคอที่แห้งผาด ดั่งปราศจากน้ำผ่านเข้าไปเป็นเดือนๆ หัวไหล่และแขนที่ปวดร้าว ดั่งจะแยกหลุดออกจากร่าง คงไม่ต่างจากสิ่งที่ป้าผมกำลังประสพอยู่เพียงแต่ผมมีโอกาสพบกับมัน ขณะที่ยังมีทางเลือกที่จะไม่ต้องเป็นเช่นนั้น และหรือถ้าเป็น ผมคงไม่ต้องแสดงอาการทุรนทุรายขอร้องความตายจากผู้อื่นเช่นเดียวกับป้าผมที่ไม่เคยนั่งสมาธิมาก่อนด้วยอย่างน้อยที่สุด ผมสามารถ-รู้วิธีใช้สติพิจารณาถึงเวทนานั้นๆจนรู้ว่า มันเกิดขึ้นตั้งอยู่และก็ดับไป หรือถ้ามันเกิดขึ้นมันก็เป็นเพราะกรรม ที่เราจำต้องรับผลของมัน ไม่ว่ากรรมนั้นจะเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร

พบทางสว่างของชีวิตใหม่ที่วัดป่าในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2551
    เป็นวันที่วัดกำหนดให้เป็นวันหล่อรูปเหมือนหลวงปู่เทพโลกอุดร สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระอินทร์ และเป็นวันสุดท้ายของโครงการฯรุ่นที่ 3 ผมไปที่วัดแต่เช้า โดยพาลูกๆและชวนเพื่อนบ้านไปด้วยหลายคน ด้วยตั้งใจไปร่วมทำบุญและกะว่าจะรับภรรยาผมกลับด้วย แต่ผิดคาดเพราะไม่สามารถลาศีลได้ ด้วยหลวงพ่อและพระคุณเจ้าทั้งหมดล้วนติดภารกิจ ไม่สะดวกต่อการปิดโครงการและทางวัดยังต้องการอาสาสมัครร่วมบุญ ช่วยเก็บงานหลังเสร็จพิธี ในระหว่างงานผมไม่ได้เข้าร่วมในพิธีมากนัก เพราะต้องคอยดูแลเจ้าตัวเล็กที่กำลังซนและผู้คนในงานวันนั้นแน่นขนัดไปหมด ผมจึงออกไปนั่งเล่นอยู่ที่ศาลากลางน้ำกับลูก นั่งดูผู้ปฏิบัติธรรมและผู้ร่วมงานเดินผ่านไป ผ่านมา คนแล้ว คนเล่า บ้างหน้าตาสดใส บางคนคุ้นหน้าคุ้นตา ต้องเพ่งพิจารณาสักครู่จึงรู้ว่าเป็นพนักงานของบริษัท แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมบางคนหน้าตากลับดูหมองคล้ำ แม้จะมีรอยยิ้มให้เมื่อพบหน้ากันผมเข้าใจว่าเธอคงยิ้มเพราะดีใจที่ได้เห็นหน้าคนรู้จัก หรือไม่ก็ดีใจที่ใกล้จะได้กลับบ้านแล้ว จนมาเข้าใจภายหลังเมื่อได้ฟังธรรมที่หลวงพ่อบรรยายและตอบคำถามโยคี ที่นั่งอยู่ไม่นานแต่บางคนสอบอารมณ์แล้วบอกว่าไปเจอพญานาคบ้างเทวดาบ้าง ได้เห็นพระพุทธเจ้าบ้าง บางคนก็ฟุ้งซ่านไปต่างๆนานา ท่านว่าการนั่งแบบนั้นว่าเป็น การนั่งวิปัสสนึก-ไม่ใช่วิปัสสนา และการนั่งที่ทำเพียง เพื่อให้ผ่านพ้นๆจบๆไป ในแต่ละช่วงคาบเวลาที่กำหนด เดี๋ยวขยับ เดี๋ยวเกา เดี๋ยวลุกไปพักเดี๋ยวสับหงก นั่งคิดถึงนรก นึกถึงสวรรค์ นั่งคิดถึงบ้าน นั่งฝันหวาน นั่งฟุ้งซ่าน ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ท่านว่าการนั่งสมาธิแบบนี้เป็น การนั่งสมาธิหัวตอ

    หลังจากปิดโครงการฯและกลับบ้านแล้ว เรามีเรื่องพูดคุย แลกเปลี่ยนถ่ายทอดประสบการณ์กันราวกับว่า ไม่ได้พบเจอกันนานนับเดือนนับปี ผมจึงตัดสินใจว่า ในโครงการครั้งต่อไปจะต้องมีผมเข้าร่วมเป็นหนึ่งในผู้ปฏิบัติธรรมด้วย ผมมานั่งครุ่นคิดว่า ไหนๆระเบียบการของวัดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้เข้าปฏิบัติธรรมข้อที่ 3 ก็ระบุไว้แล้วว่า ไม่เป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษทุกชนิด เช่น ยานัตถ์บุหรี่ สุรายาบ้า หรือยาเสพติดอื่นๆดังนั้นเพื่อทำให้ไม่ต้องผิดคุณสมบัติ และ/หรือต้องอาบัติไปแอบซุ่มสูบบุหรี่ระหว่างถือศีล 8 ที่วัด ผมจึงตัดสินใจ หยุดสูบบุหรี่ เด็ดขาดนับจากค่ำวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551 เพื่อเตรียมตัวก่อนเข้าปฏิบัติธรรม ที่ยังใช้คำว่า หยุด แทนคำว่า เลิก เพราะในช่วงนั้นผมยังไม่มั่นใจว่าผมจะสามารถเลิกมันได้เด็ดขาดเหมือนกับที่ผมเคยพยายามมาจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่หลังจากที่ผมผ่านการปฏิบัติธรรม ฟังคำเทศน์สอนของหลวงพ่อในโครงการครั้งที่ 4 เมื่อเดือนกันยายน 2551แล้ว จนถึงปัจจุบันผมไม่ได้หันกลับไปแตะต้องมันอีกเลย นับเป็นการหยุดที่ยาวที่สุดในชีวิตตั้งแต่เคยหยุดมา...ชีวิตที่พลิกผันจากการเข้ากรรมฐาน-ปฎิบัติธรรมของภรรยาที่เกิดกับตัวผม ที่สามารถจับต้องและมองเห็นได้ชัดเจนอย่างน้อยที่สุด ได้แก่การหยุดและเลิกสูบบุหรี่ โดยไม่มีความอาลัยอาวรณ์ (หักดิบ) การเลิกดื่มเบียร์และเหล้าแบบทันที การพยายามรักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์ทุกวัน อย่างน้อยที่สุดคือการเลิกพักผ่อนหย่อนใจด้วยการตกปลา

    แต่โดยความเป็นจริงแล้ว หลังการเข้าปฏิบัติธรรมเข้าฝึกกรรมฐานในโครงการพัฒนาจิตเพื่อพ่อด้วยตนเองแล้ว ยังมีความพลิกผันที่เกิดกับชีวิตผมอีกหลายประการ ซึ่งทุกเรื่องล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ผมและครอบครัวต้องพึงระลึกถึงพระคุณของหลวงพ่อวีระนนท์ไปจนตลอดชีวิต และพึงต้องทดแทนด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของหลวงพ่อที่ว่า

"ขอให้ตั้งใจทำความดี อย่างจริงๆจังๆ ไม่ทำความดีเพื่ออวดคนอื่น เพื่อชนะคนอื่น ขอให้ทำความดีไว้ที่จิตใจของเรา ไว้ที่กายของเรา ทำความดีเป็นสิ่งที่ดี ถ้าทำความดีแล้วไปโฆษณาเป็นการแสดงตัวเองขึ้นมา ให้คนอื่นเห็น แล้วมันจะเป็นสิ่งไม่ดี เพราะเราคิดว่าทำแล้วจะให้คนยกย่องสรรเสริญเยินยอว่าเราทำดี ฉะนั้นการทำงานทุกอย่างเราทำเพื่องาน อย่าทำเพื่อคน งานเพื่อพระศาสนา ก็ทำเพื่องานพระศาสนาเราจะเป็นสุข และเราจะได้บุญ จิตใจเราจะไม่ตกต่ำ แต่ถ้าเราทำเพื่อคนแล้วเราจะตกต่ำผิดหวัง ถ้าเราทำเพื่องาน เพื่อศาสนาแล้ว เราจะภูมิใจ แล้วเราจะเจริญและพัฒนาจิตวิญญานของเราสูงขึ้นด้วย... สาธุ สาธุสาธุ อนุโมทามิ ...




 
 

คอมเมนต์ 

 
0 # สุมิตร ๒๕๕๕-๐๑-๐๗
อนุโมทนา สาธุ ๆ ๆ ๆ
ตอบ | ตอบโดยอ้างถึง | อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

การส่งความคิดเห็นของคุณ เราขอสงวนสิทธิ์เป็นดุลพินิจของทีมงานนะครับเพื่อง่ายต่อการเปลี่ยนแปลง, แก้ไข, เพิ่ม, หรือลบความคิดเห็นของคุณเหล่านี้และบางส่วนของข้อตกลงการใช้งานได้ตลอดเวลา โดยขออนุญาตไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้านะครับ สำหรับท่านใดอยากแก้ไขคอมเม้นท์ตัวเองต้องสมัครสมาชิกก่อนนะครับถึงจะแก้ไขปรับแต่งได้

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


เมนูหลัก

สมาชิกเข้าสู่ระบบ





สมัครสมาชิกใหม่
*ลืม รหัสผ่าน หรือ ชื่อผู้ใช้

ตัวนับสถิติ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้305
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้2671
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้305
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว19301
mod_vvisit_counterเดือนนี้40877
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว67184
mod_vvisit_counterทั้งหมด979724

Your IP: 204.236.226.210
วันนี้ ๒๒ มิ.ย. ๒๕๕๖

Bookmark


ธรรมะบรรยาย วีดีโอธรรมะ หนังสือธรรมะ รวมรูปภาพ
 
คิดดี พูดดี ทำดี ชีวีมีแต่สุข ขออนุโมทนาในจิตกุศลของทุกๆท่าน
Youtube วัดป่าเจริญราช
Facebook วัดป่าเจริญราช