1. Skip to Menu
  2. Skip to Content
  3. Skip to Footer>

พิมพ์

เขียนโดย พลตรีหญิง วีณา ตรีแสน

การดำเนินชีวิตอย่างมีธรรมะ

    ความแตกต่างกันของการดำเนินชีวิตอย่างมีธรรมะกับการไม่มีธรรมะ เป็นสิ่งที่ผู้ได้ดำเนินชีวิตผ่านมาย่อมเรียนรู้และประจักษ์แก่ตนเอง

    อดีตเป็นการดำเนินชีวิตอยู่ด้วย ความโลภความโกรธ ความขาดปัญญา เพราะเหตุที่ถูกกิเลสสำคัญ 3 ตัวดังกล่าวครอบงำ อยู่แทบทุกลมหายใจ ซึ่งกินลึกเข้าไปในจิตใจและละเอียดเกินไปที่จะมีสติปัญญาเข้าไปรู้เท่าทันได้

    ปัจจุบันเมื่อดำรงชีวิตอย่างมีปัญญามากขึ้นถึงได้รู้ว่า การมีชีวิตอยู่ด้วยความมีสติ ย่อมมีความสุขเป็นความสุขที่ปกติธรรมดา ไม่เดือดร้อน ใจเป็นสุข ไม่มีความคิดปรุงแต่งแม้มีก็ระงับรู้เท่าทันได้เร็วขึ้น ไม่เกลียดใคร ไม่โกรธใคร ไม่หลงรักใครง่ายๆ ด้วยอารมณ์ยินดีอย่างหลง ไม่แข่งแย่งชิงดีด้วยเล่ห์ด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ดูถูกคน ไม่รังเกียจคนแม้จะคนขี้เหร่ คนพิการ คนยากจนเข็ญใจ ตลอดจนแผ่ไปถึงสัตว์ทั้งหลาย รู้ว่าความมีเมตตาต่อมนุษย์ด้วยกัน และสัตว์ทั้งหลายทำให้จิตใจดีขึ้น การไม่คิดเอารัดเอาเปรียบ การไม่พูดจาเอาประโยชน์ตน พูดให้ร้ายคนอื่น พูดเหน็บแนมคนอื่น พูดสนุกสนาน พูดตลกพูดทะลึ่ง คำสกปรก คำหยาบคาย ไม่ประหยัดคำพูดที่ไม่จำเป็น พูดเพ้อเจ้อ ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องกล่าววาจาทั้งหลายนี้ควรให้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ในการอยู่ร่วมกันในสังคม แม้ในบ้าน ที่ทำงาน และที่อื่น ๆ ไม่ต้องวิ่งเข้าหาสังคมที่หรูหรา เพื่อคบหาบุคคลที่ต้องการต่อผลประโยชน์ต่ออำนาจ บารมี ไม่สิ้นเปลืองกับสิ่งของมากมายเกินความจำเป็นและวัตถุที่มีราคาแพงมากเพื่อประดับตกแต่ง แข่งอวดใครต่อใคร ฉะนั้น คำว่า "พอเพียง" ของตนนั้น เป็นธรรมมะอันประเสริฐและทรงคุณค่าสำหรับทุกคน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระเมตตาคุณประทานให้แก่ทุกคน

    ในแต่ละคน ย่อมมีความโลภ ความโกรธ ความหลง แตกต่างกันไป เป็นพื้นฐานด้วยกันทั้งนั้น เพราะแฝงไว้ในจิตใจมานานแสนนาน บ้างก็มีความโลภนำ บ้างก็มีความโกรธนำ บางคนก็มีความหลง ความไม่มีปัญญารู้เท่าทัน ซึ่งทุกคนย่อมรู้สภาพจิตใจ คือ จริตของตนเป็นอย่างดี สิ่งที่สามารถที่จะแก้ไขได้ที่สำคัญคือ การเข้าไปคิดถึงตัวตนเอง คือ ให้ออกจากกิเลสตัวใหญ่ทั้ง 3 ให้จิตมาอยู่ที่ตัวตน นำจิตของเราอยู่ที่ตัวเองให้มาก ไม่ต้องดิ้นรนกระสับกระส่ายออกไป กับสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก เป็นการประคองจิตให้รู้เท่าทันกับทุกสิ่ง นั่นแหละความสุขที่เราสามารถหาได้จากตัวของเราเอง เป็นบุญ

    บุญเกิดจากการเจริญจิตใจให้กับตัวเอง ดังเรียกว่าเจริญภาวนา เป็นบุญอันยิ่งใหญ่เหลือเกิน เป็นความสุขที่ประเสริฐ ความสุขที่ปราศจากความหม่นหมอง ความวิตก ความกังวล ความคิดที่ไม่มีประโยชน์ กับอดีตและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง การอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับจิตของเราเอง อยู่กับกายของเราเอง เราเองเป็นใหญ่ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปข่มเหงใคร รังแกใคร มีอารมณ์ดี รู้ว่าควรพูดดี ไม่ดี รู้ว่าไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อคนอื่น เรียกได้ว่าเมื่อมีสติดี ก็ย่อมมีศีลที่ดีไปด้วยกัน

    การตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือการเรียนรู้จากตัวเอง และพระพุทธองค์ ทรงมีจิตเมตตาต่อมวลมนุษย์และเทวดา ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้นำทางและสั่งสอนให้รู้ให้เห็นหนทางแห่งความพ้นจากกิเลสทั้งหลาย อันเป็นทุกข์ เรียกว่าหนทางแห่งการพ้นทุกข์ ถ้าเราไม่นำมาศึกษาและไม่นำมาประพฤติปฏิบัติตามเราก็คงจะเป็นคนเดิม คนดิบๆ


 

เมนูหลัก

Warning: Parameter 1 to modMainMenuHelper::buildXML() expected to be a reference, value given in /home/veeranon/domains/veeranon.com/public_html/libraries/joomla/cache/handler/callback.php on line 99

สมาชิกเข้าสู่ระบบ





สมัครสมาชิกใหม่
*ลืม รหัสผ่าน หรือ ชื่อผู้ใช้

ตัวนับสถิติ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1813
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1265
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้7671
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว6185
mod_vvisit_counterเดือนนี้7671
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว34452
mod_vvisit_counterทั้งหมด1165479

Your IP: 207.241.237.105
วันนี้ ๐๗ ธ.ค. ๒๕๕๖

Bookmark


ธรรมะบรรยาย วีดีโอธรรมะ หนังสือธรรมะ รวมรูปภาพ
 
คิดดี พูดดี ทำดี ชีวีมีแต่สุข ขออนุโมทนาในจิตกุศลของทุกๆท่าน
Youtube วัดป่าเจริญราช
Facebook วัดป่าเจริญราช