1. Skip to Menu
  2. Skip to Content
  3. Skip to Footer>

ถึงแล้ว “ม่อนแสงดาว”

พิมพ์

เขียนโดย การะเกด วันจันทร์ที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๕

ถึงแล้ว “ม่อนแสงดาว”

อากาศช่วงปลายเดือนมกราคมยังคงหนาวเย็น

    คณะพรรคของเราบินมาถึงเชียงรายเมื่อตอนหัวค่ำ “ครูตั้ม” และ “ครูโญ” มารอรับอยู่แล้วที่สนามบิน ทั้งสองถามไถ่ถึงเรื่องการเดินทางที่ล่าช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย และยังเอ่ยชวนอย่างมีน้ำใจให้แวะเที่ยวงานสมโภช 750 ปีเมืองเชียงรายและแวะทานอาหารเย็นกันก่อน พวกเราปฏิเสธอย่างแรก ส่วนอาหาร..หลายคนไม่ปฏิเสธ แต่ขอซื้อเป็นข้าวกล่องอย่างง่ายๆ ไปนั่งละเลียดกินข้างกองไฟ...ใต้แสงดาวดีกว่า... ก้อ..เรากำลังจะไป “ม่อนแสงดาว” นี่นะ

“ม่อน” ภาษาเหนือ แปลว่า เนินดินหรือเนินเขาเตี้ยๆ ม่อนแสงดาว จึงหมายถึง เนินดินที่โอบล้อมด้วยแสงดาว

    เมื่อรถเคลื่อนเข้ามาจอดหน้าที่พัก ทุกคนต่างก็กุลีกุจอ ช่วยกันหอบสัมภาระเข้าห้องพักซึ่งเด็กนักเรียนของที่นี่ได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว มีทั้งห้องรวมและห้องเดี่ยว ส่วนห้องพักของพระสงฆ์ถูกจัดให้แยกออกไปเป็นสัดส่วน และด้วยการที่เป็นผู้ประสานงานแบบ “มืออาชีพ” ฉันจึงต้องทำหน้าที่จัดแจงกลายๆ ในเรื่องห้องพัก การดูแลความเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกแก่ทุกคน ครั้นหันมาเห็น “พ่อมหาญาณ”กำลังถือย่ามใบโตเดินตามไปส่งท่านพระครูปลัดอานนท์ จึงตะโกนถามตามไป “ท่านอยู่ได้ ไม่กลัวผีใช่ไหมเจ้าคะ” ท่านพระครูหันมาตอบ “เออ...” ลากเสียงซะยาวเลย

นั่นสินะ เป็นพระจะกลัวผีได้ยังไง!!

    ในระหว่างการรอคณะของ “กะปอม” ชายหนุ่มตาดีที่กำลังตามมาสมทบนั้น ฉันลากกระเป๋าเดินทางขึ้นไปบนชั้นสองของอาคารที่พักซึ่งอยู่ในสภาพกลางเก่ากลางใหม่ ภายในห้องมีเครื่องนอนครบครัน พร้อมผ้าห่มใหม่เอี่ยม ฝาผนังด้านหนึ่งประดับด้วยภาพเขียนเด่นสะดุดตา อีกด้านหนึ่งเป็นหน้าต่างมุ้งลวดที่มีม่านบางๆ บังไว้ มองลอดม่านออกไปก็ไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดที่โรยตัวอยู่กับต้นไม้

    ฉันรื้อของใช้ที่จำเป็นออกมาจากกระเป๋าและจัดให้เข้าที่เข้าทาง แล้วจึงเดินลงมาระเรื่อยไปตามถนนสีฝุ่น เห็นใครบางคนกำลังก่อกองไฟ มองขึ้นไปยังเนินเขาด้านข้าง มีแสงไฟอยู่ไกลๆ เด็กนักเรียนสองสามคนที่มาช่วยงาน บอกว่าตรงนั้น คือ ห้องประชุม ห้องอาหารและโรงครัวของพวกเขา

    เมื่อทุกคนมาถึงกันพร้อมหน้า เราก็จับกลุ่มนั่งคุยกันรอบกองไฟตามอัธยาศัย ข้างกองไฟมีกาน้ำหนึ่งใบกับกองฟืน ใต้กองไฟมีหัวมันสำปะหลังหลายหัวที่มีบางคนไปหมกไว้เพื่อให้ได้บรรยากาศของค่ำคืนที่เหน็บหนาว ลมพัดผ่านช่องเขามาดังอู้ๆ เป็นครั้งคราว “ลูกแหน” หรือ “สมอพิเภก” ตกกระทบพื้นดัง เปาะแปะเป็นระยะๆ หลายคนพยายามเบียดตัวเองให้เข้าใกล้กองไฟมากที่สุด แต่ถึงที่สุดแล้วทุกอย่างก็มี “ระยะห่าง” ที่เหมาะสม… ใกล้เกินไปก็ร้อน ห่างเกินไปก็หนาว... มีแต่ “ธรรมะ” เท่านั้นกระมังที่ยิ่งอยู่ใกล้ ...ก็ยิ่งเย็น

    ฉันนั่งจิบน้ำชาอยู่เงียบๆ ในขณะที่หูข้างหนึ่งกำลังแอบฟังพวกที่มาจากอมก๋อย เล่าถึงอุบัติเหตุที่เกือบกลายเป็นโศกนาฏกรรม ทั้งคนเล่าและคนฟังหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน หลายคนลืมอาการขาสั่นปากสั่นเมื่อตอนเช้าไปแล้ว ส่วนหูอีกข้างหนึ่งฟัง “ครูตั้ม” ปรารภกับท่านพระครูเรื่องการสร้างลานปฏิบัติธรรมและพระเจดีย์บนเนินส่วนที่สูงที่สุดของโรงเรียนในพื้นที่ 97 ไร่แห่งนี้ ท่านพระครูเห็นด้วยและสนับสนุนเต็มที่

    “พระเจดีย์นี้จะเป็นสัญลักษณ์ของ “ปัญญา” คราวนี้ก็จะครบถ้วนตามหลักไตรสิกขา คือเราฝึกเด็กให้เรียน ให้มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ให้ธรรมชาติเป็นครู เรียนให้รู้ อยู่ให้เป็น นี่คือ “ศีล” อันหมายถึงความเป็นปกติ ส่วนลานปฏิบัติธรรมซึ่งจะใช้เป็นสถานที่สำหรับการสวดมนต์และเจริญจิตภาวนานั้น ก็คือ สัญลักษณ์ของ “สมาธิ” ทำไปเลย ทำให้ดี อาตมาจะช่วย ช่วยกันพัฒนาให้ดีนะ ไม่ใช่ให้เจริญ”

ท่านย้ำว่า “ความดี” กับ “ความเจริญ” ไม่เหมือนกันในบางแง่มุม ความเจริญหรือความงอกงามขึ้นในทางธรรมเท่านั้นที่เป็นความดี

    ฉันแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน ความมืดมิดช่วยขับให้แสงดาวเจิดจรัสมากขึ้น เหมือนว่าจะอยู่ใกล้ๆ เพียงแค่เอื้อม แต่ก็ไม่เคยไขว่คว้าได้ จึงปลอบใจตัวเองว่า แม้วันนี้ยังเอื้อมไม่ถึงซึ่ง “ความจริงขั้นสูงสุด” แต่จะเป็นไรเล่า ก็เห็นแสงดาวอยู่รำไรโน่นแล้ว

เวลาแห่งความสุขผ่านไปจนค่อนคืน ท่านพระครูเห็นว่าวงสนทนาทำท่าจะยืดเยื้อ จึงรีบสลายม็อบเพื่อให้ทุกคนได้กลับไปพักผ่อน

ก๊อก.. ก๊อก.. ก๊อก

    เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นเบาๆ เมื่อตอนประมาณตีห้า คงเป็นเด็กนักเรียนของที่นี่ที่ฉันย้ำว่าให้มาปลุกด้วย เพื่อที่จะติดรถออกไปซื้อของที่ตลาด ฉันรีบลุกขึ้น ล้างหน้าล้างตาแล้วเดินลงไป เห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่สองเงาข้างกองไฟ จึงเดินไปสมทบและพากันไปตลาด ซึ่งเป็น “กาด” เล็กๆ ของหมู่บ้าน ได้น้ำเต้าหู้ พร้อมขนมข้าวต้มพื้นเมืองจำนวนหนึ่ง และ “ข้าวมัน” หรือ “ข้าวเหนียวสังขยา” หน้าตาดูดีที่มีให้เพียงพอกับทุกคน

    กลับจากตลาดเมื่อตอนที่ฟ้าสาง จึงได้เห็น “โรงเรียนม่อนแสงดาวธรรมชาติวิทยา” อย่างเต็มตา สมแล้วกับคำลงท้าย “ธรรมชาติวิทยา” เพราะมีธรรมชาติทั้งพืชพรรณและสรรพสัตว์มากมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้นี่เอง

 

 


 

เมนูหลัก

Warning: Parameter 1 to modMainMenuHelper::buildXML() expected to be a reference, value given in /home/veeranon/domains/veeranon.com/public_html/libraries/joomla/cache/handler/callback.php on line 99

สมาชิกเข้าสู่ระบบ





สมัครสมาชิกใหม่
*ลืม รหัสผ่าน หรือ ชื่อผู้ใช้

ตัวนับสถิติ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1928
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1265
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้7786
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว6185
mod_vvisit_counterเดือนนี้7786
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว34452
mod_vvisit_counterทั้งหมด1165594

Your IP: 207.241.237.107
วันนี้ ๐๗ ธ.ค. ๒๕๕๖

Bookmark


ธรรมะบรรยาย วีดีโอธรรมะ หนังสือธรรมะ รวมรูปภาพ
 
คิดดี พูดดี ทำดี ชีวีมีแต่สุข ขออนุโมทนาในจิตกุศลของทุกๆท่าน
Youtube วัดป่าเจริญราช
Facebook วัดป่าเจริญราช