1. Skip to Menu
  2. Skip to Content
  3. Skip to Footer>

พิมพ์

เขียนโดย Admin วันเสาร์ที่ ๐๗ สิงหาคม ๒๕๕๓

ภาวนาพองหนอ ยุบหนอ เหมือนการบังคมลมเข้า ลมออก จะแก้ไขอย่างไร

คำถาม เวลานั่งภาวนาพองหนอ ยุบหนอ มีความรู้สึกเหมือนกับเราบังคับลมให้ท้องพองท้องยุบแล้วตัวจะโยกตามลมเข้าออกจะแก้ไขอย่างไร
ตอบ
การตามดูอาการท้องพอง ท้องยุบ เป็นปัญหาที่ถามกันบ่อยมาก ซึ่งได้ตอบไปแล้วว่าอย่าบังคับลม เพียงแต่เฝ้าดูสังเกตดูอาการท้องพอง ท้องยุบเท่านั้น ไม่ให้บังคับลม ดูแค่ท้องพอง ท้องยุบ และกำหนดพองหนอ ยุบหนอเท่านั้นผู้ปฏิบัติคนหนึ่งบอกว่าไม่เห็นอะไรเลย เพราะเคยทำมาหลายครั้งแล้วไม่เห็นท้องพอง ท้องยุบ ถ้าเป็นเช่นนั้นให้ลองเดินหรือยืนมากกว่านั่ง พยายามปรับสภาวะให้ได้ โยคีผู้ปฏิบัติบางท่านหายใจแผ่วเบามาก หายใจไม่เต็มปอด หายใจไม่ถึงท้อง ฉะนั้นต้องพยายามปรับจัดระบบหายใจของตัวเอง ในเบื้องต้นอาจจะรู้สึกฝืนไปหน่อย ส่วนตัวโยกตามลมเข้าตามลมออก อาตมาก็เคยตอบไปแล้ว จะตอบซ้ำอีกคำว่าตัวโยกนั่นเหมือนเราดึงลมเข้า ดึงลมออก ถ้าเราเอาลักษณะดึงลมเข้าดึงลมออกตรงนั้น มันจะเป็นลักษณะ๒ ส่วน คือแบบอานาปานสติคือการตามดูลมเข้า ลมออกถ้าดูอาการเฉย ๆ ไม่ต้องตามลมออกพร้อมกับมีสติ มันก็จะไม่โยก ถ้าหากเป็นอาการโยกของสภาวะ ก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะมันไม่ผิด ฉะนั้นการที่เหลือแต่ตัวพองยุบ นั่นคือสภาวะท้องยุบยังเหลืออยู่มันมี ๒ อารมณ์ เราตามดูเฉพาะพองหนอ ยุบหนอเท่านั้นก็พอ โดยสรุปวิธีการคือข้อ ๑ ไม่ให้บังคับลมหายใจ เพียงแต่การสังเกตเฝ้าดูอาการพองยุบเป็นอย่างไร ข้อ ๒ ไม่ต้องตามลมเข้า ตามลมออก ดูที่อาการพอง อาการยุบของท้อง พอท้องพองยุบแล้วพยายามทำให้ตัวนิ่งตั้งสติดูที่พองยุบ ไม่ต้องตามลมเข้าตามลมออก มันจะชักกะเย่อ ทั้ง ๓ ส่วนนี้

คำถาม กำหนดพองยุบกับพุทโธ เป็นสมถะหรือวิปัสสนา
ตอบ
หากเรากำหนดเฉย ๆ ในเบื้องต้นเป็นสมถะคือไม่จับอาการอารมณ์ แต่ถ้าจับอาการอารมณ์แยกส่วนในการกำหนดจะเป็นวิปัสสนา ยกตัวอย่างกำหนดภาวนาพุทโธ ตามลมเข้าตามลมออกพอสภาวะเกิด เราหยุดภาวนาพุทโธ ไม่เอาพุทโธ มีแต่คำว่ารู้อยู่ เกิดอยู่ ดับอยู่ คือพุทโธ ถ้าขั้นสูงขึ้นไปก็ขยับไปอีก คือยกจิตเข้าสู่วิปัสสนา แต่ต้องให้เข้าใจขั้นตอนของพุทโธ ถ้าเข้าใจแล้ว เราก็รู้ว่าสุดท้ายคำภาวนาก็ไม่มีพุทโธอีก

สมถะและวิปัสสนา...เกิดที่จิตเดียวกัน
    การกำหนดวิธีการใดนั้นเป็นได้ทั้งสมถะหรือวิปัสสนาขึ้นอยู่ที่เราเลือกจะเอาอะไร เพราะเมื่อเวลานั่งภาวนาพองหนอ หรือพุทโธพอจิตสงบ จิตมันนิ่ง คือสมถะ จิตมันสงบง่าย ส่วนวิปัสสนาคือทำจิตให้เกิดปัญญา นี่คือหลักทฤษฎีที่บอกชัดเจน สมถะคือทำให้ใจสงบง่ายคือนั่งเฉยๆ โดยไม่คิดอะไร ถ้านั่งภาวนาเฉย ๆ เป็นลักษณะการเพ่งเป็นสมถะ แต่พอสภาวะเกิดขึ้นเราต้องเอาสภาวะนั้น สภาวะใดชัดเจนก็จับสภาวะนั้นเป็นองค์ภาวนาพิจารณา องค์สภาวะเป็นสภาวะพิจารณา ซึ่งเป็นการแยก มันจะแยกของมันเองระหว่างเส้นทางเดิน เราจะเลือกเดินเส้นทางเอกหรือเส้นทางโท เราวิ่งไปมันแยกซ้ายหรือแยกขวา เราจะแยกตรงไหน อยู่ที่เราต้องการที่จะแยก สมถะหรือวิปัสสนาหรือฌาน มันอยู่เส้นเดียวกัน เกิดอยู่ที่จิตที่เดียวกัน จะแยกหรือไม่แยกอยู่ที่เราจะเอาอะไร ยกตัวอย่างเรื่องข้าว เราจะเอาข้าวสารมาทำเป็นข้าวสวย หรือจะเอาข้าวมาผสมเป็นขนมก็คือวิธีการแยกแยะเท่านั้นเอง เทคนิคอยู่ที่ว่าในเบื้องต้นเป็นสมถะทั้งหมด แต่พอมันแยกออกไป เราเข้าใจวิธีแยกสภาวะอารมณ์ หรือเข้าใจสภาวะที่มันแยกเอง เราก็กำหนดสภาวะที่มันแยกให้มันละเอียด นั่นคือสภาวะวิปัสสนาที่เกิดขึ้น แล้วจะเกิดอารมณ์วิปัสสนาขึ้นมา ส่วนสภาวะสมถะก็เกิดอารมณ์ทางสมถะเกิดขึ้นมาเช่นกัน

วิปัสสนา...รู้แล้วปล่อยวาง
    หากเราปฏิบัติเน้นหนักไปหน่อย เราเพ่งไปที่เดียวก็จะเกิดองค์ฌานเกิดขึ้น มี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ตั้งแต่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จนสมาธิดิ่งนิ่งไปเลยนั่นแหละจะสามารถทำอะไรได้ คือสามารถบังคับบัญชาได้ และสามารถที่จะมีฤทธิ์เดช เหาะเหิน เดินอากาศได้ เรียกว่าองค์ทางฌาน แต่องค์วิปัสสนาคือรู้แล้วปล่อยวางรู้แล้วศึกษาให้รู้ชัดเจน ยกตัวอย่างการล้างชาม ล้างจาน เปรียบสมถะ คือการเทน้ำใส่ภาชนะ เทเสร็จแล้วปล่อยวางทิ้งเก็บเท่านั้นเอง แต่วิปัสสนาต้องถูไปล้างไป ตรงนี้ต้องล้างเช็ดคราบให้สะอาดเสมอกัน ตัวเสมอกัน สามารถปรับอินทรีย์ของกายและจิต อินทรีย์ทั้งภายในและภายนอก พอเกิดเสมอกันแล้ว คราวนี้ตัวปัญญาเกิด เรามองดูแล้วจิตมันใส จิตมันเบา เหมือนเราจับจานแล้ว มันมีคราบติดมือ นั่นแหละตัววิปัสสนา คำว่า วิปัสสนา หมายถึง ความเห็นแจ้ง คือเห็นตามความเป็นจริงของสภาวธรรม

คำถาม การเดิน ยก ย่าง เหยียบให้ได้ปัจจุบันอย่างไร
ตอบ เราต้องกำหนดให้ทันสภาวะให้ได้ รู้ว่าขณะนั้นเรากำลังยก ย่าง เหยียบ ต้องกำหนดให้ทัน ต้องพยายามตั้งใจฝึก เช่นเหยียบหนอ คำว่า เหยียบต้องเหยียบให้เต็มฝ่าเท้า คำว่าหนอ ต้องลงให้เต็มสุดฝ่าเท้าให้หมด ให้เน้นหนักลงไป มันเป็นสัมปชัญญะ เราต้องกำหนดให้ได้ปัจจุบัน

คำถาม หากเราจับลมที่ปลายจมูกรู้ลมเข้าออก โดยไม่บริกรรมพุทโธได้หรือไม่
ตอบ
มีหลายสำนักที่ใช้อยู่ คือไม่บริกรรมใด ๆ โดยจับสภาวะอาการเฉย ๆ หากปฏิบัติเช่นนี้ ตัวโมหะเข้ามาแทรกครอบงำให้เป็นการปรุง ทำให้ไม่เกิดสภาวธรรม ทำให้เกิดติดสุขแล้ว เราไม่จับอารมณ์อื่น หากถามว่าปฏิบัติตามวิธีการดังกล่าวได้หรือไม่ ตอบว่าได้ถ้าเราชอบ แต่ถ้าคิดว่าอยากจะไปดีกว่านี้ เราก็ต้องละสิ่งนั้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง เราต้องละให้ได้ ถ้าเราจะต้องการสุขสบาย เราก็ต้องนั่งเฉย ๆ ไม่ต้องดูลมได้หรือไม่ ตอบว่าได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของเรา สมมุติว่าเราเดินทางไปเชียงใหม่ พอขึ้นรถไป เรามีเงินแค่รังสิตก็ไปถึงแค่รังสิต เพราะฐานมันไม่แน่น เมื่อฐานไม่แน่นเราจะเดินทางไปได้ไม่ไกล มันไม่ถึงยอด เมื่อถามว่าได้หรือไม่ ตอบว่าได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาระดับไหนแค่นั้นเอง เพราะเมื่อกลับไปดูท้องพอง ท้องยุบจะไม่กำหนดพองยุบต่อไป หรือจะกำหนดพุทโธหรืออะไร ซึ่งก็ได้ตอบไปแล้วในเบื้องต้น

คำถาม บางครั้งเมื่อนั่งสมาธิไป จับพองยุบไม่ชัด เราจะกำหนดอย่างไร จะต้องเพ่งที่ท้องต่อไปหรือไม่ หรือจะกลับมาดูลมที่ปลายจมูกหรือไม่
ตอบ
จับลมที่ปลายจมูกง่ายกว่าการกำหนดพองยุบอย่างแน่นอน ถ้าอาการพองยุบหายไป ให้กำหนดหายหนอ ๆ ให้มีองค์ภาวนา ดูแล้วมันง่าย กำหนดหายหนอ ๆ ตรงไปตรงมา มันเป็นไปตามอาการ หากปวดก็กำหนดว่าปวดหนอ ๆ ง่วงก็กำหนดว่าง่วงหนอ นี่คือกำหนดอาการตรงไปเลย ถ้าจะเอาลมหายใจที่ปลายจมูกคือพุทโธเราจับที่ปลายจมูก ดูลมเข้าลมออกอย่างเดียวก็ได้ แต่ว่าเมื่อเราทำแล้วมันก็จะอยู่ตรงนั้น มันก็ไม่ไปที่ไหน หากเราจะทำก็ให้ไปทำที่บ้าน ใน ที่นี้ให้ภาวนาพองหนอ ยุบหนอ

คำถาม การกำหนดอารมณ์ให้มันละเอียดลึกได้หรือไม่ เราจะยกอารมณ์ได้หรือไม่
ตอบ
ได้ เพราะทุกอย่างในองค์ภาวนา มันเป็นแค่ไกด์ไลน์เส้นทางไว้เฉย ๆ พอสุดท้ายเราก็ทิ้งทางหรือทิ้งเรือ ยกตัวอย่างอุปมาดั่งว่าพ่อค้าเดินทางด้วยเรือสำเภา เมื่อเวลาข้ามฝั่งแล้ว ถามว่าจะแบกเรือไปหรือไม่ ตอบว่าไม่แบก เขาก็ต้องทิ้งเรือ แม้แต่ร่างกายสังขารของเรา เราก็ต้องทิ้ง มันมีแต่ดวงจิตที่ต้องไปเท่านั้นเอง

คำถาม การกำหนดพองหนอ ยุบหนอ กับอานาปานสติเหมือนกันหรือต่างกัน
ตอบ
ต่างกัน อานาปานสติคือการกำหนดอาการดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก แต่กำหนดภาวนาพองหนอ ยุบหนอดูสภาวะท้องพอง ท้องยุบ โดยธรรมชาติมันมีพองยุบอยู่แล้ว แต่เราไปสังเกตว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่เท่านั้นเอง

คำถาม เวลานั่งสมาธิเห็นหอยแมลงภู่เรียงอยู่ในหม้อ เห็นภาพตนเองนั่งกินหอยแมลงภู่ ขณะนั่งสมาธิเหมือนมีลมวิ่งขึ้นวิ่งลงที่คอและที่อื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา
ตอบ
ถ้าเห็นอย่างนั้นเป็นสัญญา มันแม่นยำ มันจำได้ในอดีต กำหนดเห็นหนอ ๆ นั่งภาวนาต่อไป ถ้ายังเห็นอีกก็แผ่เมตตาให้หอยแมลงภู่จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกัน หากเป็นสัญญาเก่าพอนั่งไปมันจะไหลออกมาเอง หากเรามีองค์บริกรรมภาวนาอยู่ตลอดเวลา มันจะตัดไปได้เอง

คำถาม เวลานั่งสมาธิขนหัวลุก และเมื่อเวลาแผ่เมตตาก็ขนหัวลุกแถบซ้าย พอจิตนิ่งเหมือนมีลมจุกที่คอ กำหนดต่อไปไม่ได้
ตอบ
มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อปฏิบัติไปลึกแล้ว จิตมันจะละเอียด หรือคนมีอดีต มันก็เป็นอย่างนั่นแหละ ถ้าพูดง่าย ๆ เหมือนลักษณะคนมีร่างทรง จะมีสัมผัสที่ ๖ แต่จะไม่เอามายุ่งเกี่ยวตรงนี้ ถ้าเราน้อมจิตจริง การแผ่เมตตาดูความนิ่งนั้น สภาวะทางกายและจิตจะสัมพันธ์กันกับสภาวะภายนอกดังนั้นคนที่แผ่เมตตา มีสภาวะ ๒ ส่วน ระหว่างภายในและภายนอกสัมพันธ์กันได้ การแผ่เมตตาจะมีพลังอานุภาพ และส่วนที่ลมมาจุกที่คอ มันจุกลักษณะไหน ลักษณะมันแน่นติดหรือติดตลอดเวลาเราแผ่เมตตาหรือกำหนดภาวนา ถ้ามันจุกแน่นติด กำหนดจุกหนอแน่นหนอ ๆ ที่คอ ถ้าไม่หายก็ดูพองหนอ ยุบหนอ ถ้ามันเป็นอีกหรือมันเป็นบ่อย ๆ ก็ต้องแผ่เมตตา นั่นคือวิธีการแก้ แต่ขนหัวลุกไม่เป็นไรก็ตั้งสติรู้หนอ กำหนดทันทีว่ารู้หนอ ๆ รู้ว่าขนหัวลุกอยู่ นี่คือวิธีการปฏิบัติง่าย ๆ

คำถาม โรคไวรัสตับอักเสบบี ใช้วิธีแก้ โดยการทำกรรมฐานรักษาโรคได้หรือไม่
ตอบ โรคไวรัสตับอักเสบบีรักษาง่าย ไม่ต้องรักษาก็หายโดยกินน้ำหวานเฮลบลูบอยผสมกับน้ำมะนาว และนอนหลับพักผ่อนให้มาก ๆ ไม่ต้องไปเสียเงินให้โรงพยาบาล อาตมาเคยเห็นพระที่ปฏิบัติด้วยกัน เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีจนตัวเหลือง ตาเหลืองอาตมาก็เอาน้ำหวานเฮลบลูบอยผสมน้ำมะนาวให้พระฉัน แล้วก็ให้พักผ่อน ทำได้ ๑๐ กว่าวัน ก็ไปเช็คที่โรงพยาบาล ผลปรากฏว่าดีขึ้นหากทำบ่อย ๆ ก็สามารถหายได้ส่วนการใช้วิธีกรรมฐาน คือการเพ่งที่ตับ ตับอยู่ส่วนไหนก็เพ่งส่วนนั้น แล้วใช้ลมปราณหรือเพ่งเข้าไปตรงที่เป็น พยายามขับออกมาก็หาย ต้องใช้วิธีทั้ง ๒ อย่าง คือ ผสมน้ำหวานเฮลบลูบอยกับน้ำมะนาวดื่ม หรือนั่งสมาธิไปนาน ๆ ระบบน้ำย่อยจะปรับและขับออกเอง ผู้ปฏิบัติคนใดที่นั่งไปร้อนไป แสดงว่าธาตุแปรปรวน ความไม่สมดุลของธาตุภายในมันจะขับหลั่งของเสียออกมาตามรูขุมขนโดยปกติเมื่อทำสมาธิ รูขุมขนจะเปิด ถ้าไม่ได้เอาครีมอะไรมาทาหรือน้ำหอมมาทาไว้ ของเสียในร่างกายจะขับออกมาเอง

กรรมฐานรักษาโรคได้
    วิธีการทำกรรมฐานที่ดีสุดคือการปฎิบัติกรรมฐานโดยธรรมชาติเหมือนสมัยโบราณ คืออยู่สภาพตามธรรมชาติ อากาศร้อนก็ร้อน หนาวก็หนาว รูขุมขนจะเปิด ในระบบร่างกายของมนุษย์เป็นระบบนิเวศวิทยาโดยธรรมชาติ ส่วนที่มันพร่อง มันจะจับออก เรานั่งกรรมฐานขับเหงื่อออก ร่างกายก็จะเบา ทำให้สุขภาพกายดีด้วย โรคบางอย่างได้ เช่น โรคความดัน โรคหัวใจ จะหายได้ เพราะมันมีสารหลั่งมาจากต่อมใต้สมองมีลักษณะเย็น เส้นปลายประสาทจะเย็น นั่น คือวิธีการรักษาทางสมาธิ หลวงพ่อพุท ฐานิโย พระปฎิบัติที่ท่านรู้จักกันดี เป็นมะเร็งมาหลายปี ท่านใช้วิธีทำกรรมฐานรักษามะเร็งมา ๑๓ปี ท่านถึงละสังขาร พระกรรมฐานเป็นมะเร็งกันมาก เพราะตัวกรรมแต่มีชีวิตอยู่เกินหมอกำหนดไว้ เพราะอาศัยตัวกรรมฐาน ตัวสมาธิทำให้ระบบการทำงานของเซลส์มันหยุด แต่ระบบเลือดลม ระบบหัวใจทำงานปกติโดยได้มีการทดสอบกรณีหลวงปู่แหวนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ ขณะที่หลวงปู่แหวนทำสมาธิ เขาเอาคลื่นไฟฟ้ามาจับ ผลปรากฏว่าหัวใจของหลวงปู่แหวนมีลักษณะนิ่งเงียบไม่ทำงานจับชีพจรมันเบามาก ในที่สุดคุณหมอท่านหนึ่งบอกว่า หลวงปู่แหวนอยู่ด้วยฌาน พอสักพักหนึ่งหลวงปู่แหวนก็ลุกขึ้นมาคุยกับญาติโยมได้ แสดงให้เห็นว่าสมาธิเหนือกว่าความคิด นอกเหนือจากวัตถุ ที่จะควบคุมได้ ถ้าทำสมาธิบ่อย ๆ ก็มีโอกาสดี คือหายได้ แต่ต้องใช้เวลา ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสมาธิแนบแน่นได้ขั้นไหนสมาธิขั้นไหนที่จะรักษาได้ ขอตอบว่าสมาธิขั้นอุปจารสมาธิ ก็สามารถรักษาได้ ถ้ามากขึ้นระดับอัปปนาสมาธิ มันไม่ปวด มันเข้าสู่องค์ฌานได้เลย นี้คือวิธีรักษาโรค ชาวตะวันตกเขาใช้วิธีการสะกดจิตรักษาโรค โรคบางอย่างใช้วิธีสะกดจิตรักษาโรคได้ เพราะเป็นการหยุดการทำงานของระบบประสาทส่วนใดส่วนหนึ่ง การสะกดจิตจะช่วยคนในระยะเจ็บปวดระยะหนึ่ง โดยไม่ให้คนไข้เจ็บปวดและไม่ให้ทรมานมากเกินไป

คำถาม เวลานั่งสมาธิเห็นแสงสีต่างๆ เป็นประจำหมายถึงอะไร
ตอบ
การเห็นแสงสีเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเวลานั่งสมาธิการทำงานของระบบปลายประสาทสัมผัสตามธรรมชาติระหว่างอากาศกับสภาวจิต แต่เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เพราะว่าในอากาศมันมีธาตุดินน้ำไฟลมที่ไหลถ่ายเทตลอดเวลา มีประจุไฟฟ้าทั้งขั้วบวกและขั้วลบ นักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีชักว่าวคือปล่อยว่าวและชักทดสอบ จึงรู้ว่าประจุไฟฟ้าอยู่ในอากาศ ทุกสิ่งทุกอย่าง มันมีอยู่ในอากาศ เพียงแต่ว่ามนุษย์จะค้นพบหรือไม่ หากค้นพบก็มาประกาศให้คนรู้จัก ในอากาศนั้นมีครบ แม้แต่คลื่นแม่เหล็ก คลื่นวิทยุ มันมีอยู่แล้วเพียงแต่ใครสามารถค้นพบได้

ทางสายตรง...สู่นิพพาน
    การปฏิบัติกรรมฐานก็เช่นกัน พองหนอ ยุบหนอ มีอยู่ตามธรรมชาติ เพียงแต่หากมีจิตสงบ เราก็จับได้ พระพุทธเจ้าทรงค้นพบประกาศให้คนรู้จักวิธีการนี้ทำให้จิตใจสงบ ทำให้หลุดพ้นความทุกข์ได้ หรือทำให้มีจิตใจสงบ ทำให้เกิดปัญญา โดยวิธีแต่ละขั้น ๆพระพุทธเจ้าทรงชี้บอกให้หมด เพียงแต่ว่าใครจะเลือกแนวทางใดในการเดิน เราจะเดินเส้นทางตรงหรือทางอ้อม ตามที่ได้บอกไปว่าเรื่องการฝึกฌานเป็นทางอ้อม เพราะการฝึกฌาน หากเข้าสู่ภาวะนิพพานจะต้องยกจิตเข้าสู่วิปัสสนาเหมือนพระพุทธเจ้าจะดับขันธปรินิพพานทรงเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตตุถฌาน ครบรูปาพจรสมาบัติทั้ง ๔ ตามลำดับ จิตมันดับละเอียดแล้วก็ถอยออกจากฌาน ๔ เข้าอรูปสมาบัติทั้ง ๔ คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะอากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ตามลำดับ ออกจากเนวสัญญานาสัญญาตนสมาบัติ ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เมื่อออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ แล้วถอยเข้าฌาน ๔-๓-๒-๑ เข้าสู่รูปาพจรทั้ง ๔ เป็นปฏิโลมตามลำดับ จนดับขันธปรินิพพาน นี่เป็นการกล่าวโดยย่อ ฉะนั้นการเห็นแสงสีเป็นเรื่องปกติไม่เป็นไร แสดงว่าโยคีผู้ปฏิบัติก็เริ่มสนุกแล้ว แต่ไม่ให้ยึดติดตรงนั้น เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาขั้นพื้นฐานเท่านั้นเอง

คำถาม หากเรามีความทุกข์ต่าง ๆ มากมาย การปฏิบัติกรรมฐานสามารถคลายความทุกข์ได้หรือไม่
ตอบ
การทำกรรมฐานสามารถคลายทุกข์ได้แน่นอนคนเรามันทุกข์อยู่ ๒ ส่วน ให้เราแยกออกให้ได้ ทุกข์ทางกายกับทุกข์ทางจิต ถ้านับจริง ๆ มี ๓ คือทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางจิต ทุกข์ทางวิญญาณ วิญญาณคือการคิด ก็ทุกข์ไป ทางกายเรารู้ว่ามันเจ็บปวดทางกาย ก็ไปหาหมอช่วยรักษา ส่วนไหนไม่ดีก็ตัดทิ้งเสียหรือกินยาให้บรรเทาอาการนั้นส่วนทางจิตก็คือให้รู้จักรักษาจิตของเราให้ดี ทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางจิต ให้ดูทุกขัง อนิจจัง อนัตตา นั่นคือตัวทุกข์ คนเราเกิดมาก็ทุกข์แล้วในเบื้องต้น ตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่ เราก็ทุกข์ นอนในท้องเป็นเวลา ๙ เดือน มันทรมานมาก พอออกมาก็ร้อน ก็ทุกข์อีก ไม่มีกินก็ทุกข์ นั่งก็ทุกข์ นอนมากก็ทุกข์ อิ่มมากก็ทุกข์ เพราะกินจนท้องแตก พระพุทธเจ้าจึงสอนเรื่องทุกข์กับการดับทุกข์ ๒ เรื่อง ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป เพราะทุกคนเกิดมาในสภาวทุกข์ ฉะนั้นบางคนจึงไม่อยากเกิด เพราะเบื่อหน่ายในความทุกข์

คำถาม การนั่งสมาธิสลับเดิน ๑๕ นาที กับ ๓๐ นาทีปฏิบัติอย่างไหนดีกว่ากัน
ตอบ
ถ้าปวดมาก ๆ การนั่งใช้เวลาน้อยย่อมดีกว่า เพราะถ้านั่งใช้เวลามาก เราปวดมาก ๆ มันยิ่งทรมานมากเกินไป มันก็ไม่ดีการให้ผู้ปฏิบัติมาสอบอารมณ์ เนื่องจากบางคนนั่งไม่ได้เลย นั่งแล้วความปวดก็มา จึงแนะนำให้ยืนหรือเดินมากกว่านั่ง พยายามปรับอินทรีย์ พยายามขยันภาวนา ถ้ามีสมาธิดีแล้ว เราจะกำหนดอะไรได้ทุกอย่างเมื่อนั่งได้ กำหนดไปเลยให้มันชัด กำหนดให้มันละเอียด เมื่อมันชัดละเอียดแล้ว พอเวลาออกจากกรรมฐานจะออกเลยหรือไม่ หรือจะนั่งต่อทั้งวันก็ได้ แต่อย่าเผลอสติเท่านั้นเอง โดยกำหนดทุกอิริยาบถทุกอาการเคลื่อนไหว อาการเกิดดับก็ให้รู้ชัดเจน เราก็นั่งได้ทั้งวัน แต่ถ้ามันไม่เป็นสมาธิ จิตฟุ้งซ่านมาก ก็หาวิธีกำหนดรู้ให้เท่าทันมัน หากเรานั่งสมาธิไม่ได้จริง ๆ ก็ให้เดินจงกรมแทน

ทางเลือกของการทำบุญ
    ผู้ปฏิบัติคนหนึ่งถามว่าวิธีไหนทำบุญทางลัดได้บ้าง ทางลัดคือการทำกรรมฐานนั่นเอง เมื่อนั่งกรรมฐาน จิตของเราสงบแวบเดียวก็ได้แล้ว การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นเส้นทางตรง ไม่ใช่เส้นทางอ้อม จึงขอแนะนำว่าเราต้องมีทั้งทาน ศีล ภาวนา พระพุทธเจ้าทรงสอนและบอกทางให้คนรู้จักเลือกเอาเองว่าหากคนไม่มีโอกาส ไม่มีเวลาแต่มีปัจจัย ก็ทำทานไป วิธีการทำบุญทางพระพุทธศาสนาแยกไว้ให้เราเลือกชัดเจน คนไม่มีเงินทองเลือกวิธีการรักษาศีลหรือทำกรรมฐานได้หรือไม่ ก็ตอบว่าได้ รวมทั้งการอนุโมทนาบุญ นี่คือทางเลือกของคนไม่มีเงินไม่มีทอง ไม่มีปัจจัยที่จะทำบุญ พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ละเอียดยิบสำหรับบุคคลทุกระดับในอินเดียมีคนทุกระดับ ทุกจำพวก บุคคลจำพวกคหบดีเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าใกล้พระพุทธเจ้าและได้ฟังธรรม คนยากจนนี้น้อยคนที่จะมีโอกาสเช่นนั้น แต่ก็ยังมีคนยากจนได้มีโอกาสฟังธรรม ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเสียทีเดียว วิธีการทำบุญที่กล่าวไปนั้น ถ้าให้พิจารณาว่าวิธีการใดดีกว่ากัน มันตอบยากว่าอะไรดีกว่ากัน เพราะขึ้นอยู่ที่ว่าเราพอใจตรงไหนถึงเรียกว่าดี

คำถาม การจับพองหนอ ยุบหนอ โดยการนั่งพับเพียบได้หรือไม่
ตอบ
ผู้ปฏิบัติสามารถนั่งพับเพียบจับพองหนอ ยุบหนอได้เช่นกัน เราจะนั่งในอาการใดก็ได้ ถ้าไม่เอารูปแบบ สำคัญแต่ว่าจิตของเรามันได้หรือไม่ ถ้าจิตตามทัน ก็ไม่เป็นไร ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืนเดิน ดื่ม พูด คิด กำหนดอิริยาบถได้หมด ตั้งแต่อิริยาบถเล็กถึงอิริยาบถใหญ่ โดยปกติการนั่งขัดสมาธิ ถ้าน้ำหนักเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งทำให้นั่งได้ไม่นาน เส้นเอ็นที่ขาทั้ง ๒ ข้างเกิดอาการเจ็บตั้งแต่วินาทีแรก แต่สติของเราไม่ได้จับอาการของมันเท่านั้นเอง เพราะจริง ๆ แล้วเวลาเราเคลื่อนไหว หากมีอาการเกิดขึ้น เราต้องสังเกตหยุดพิจารณาทันที

คำถาม เวลานั่งมีอาการปวดตั้งวินาทีแรก เราจะแก้ไขอย่างไร
ตอบ
หากเป็นเช่นนั้นก็กำหนดอาการนั้น กำหนดทุกข์ให้เห็นทุกข์แล้วละทุกข์ นี่คือวิธีการภาษาโบราณเรียกว่าปลง กำหนดรู้แล้วปลงและปล่อยวาง

คำถาม อาการพองหนอ ยุบหนอหายไปตั้งแต่วันแรกที่เข้าปฏิบัติ รู้สึกอึดอัดมาก นั่งมาหลายบัลลังก์ จึงนั่งหลับตลอด เพราะไม่มีพองยุบ ไม่มีองค์ภาวนา จะทำอย่างไรดี ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจจะกำหนดสติให้ได้
ตอบ
หากไม่มีอาการพองยุบ ให้กำหนดหายหนอ ๆ มันไม่เห็นก็กำหนดนิ่งหนอ ๆ กำหนดเช่นนั้นต่อไป อย่าไปคิดไว้ก่อนว่าเวลานั่งสมาธิครั้งนี้จะดีหรือไม่ หรือบัลลังก์ไหน เราจะนั่งดีหรือไม่ดี หากเราตั้งใจว่าบัลลังก์นี้จะดี แต่มันไม่ดี มันจะเกิดเวทนามาก เราจะนั่งไม่ได้ เรากะเกณฑ์ล่วงหน้าว่าจะเป็นอย่างไร มันก็ไม่ได้หรอก

คำถาม เมื่อออกจากสมาธิ เพราะเหตุใดจึงอยากจะอาเจียนซึ่งไม่เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน
ตอบ
สงสัยว่าผู้ปฏิบัติคงเกร็งและเคร่งเครียดเกินไป ถ้าลุกออกไปผ่อนคลายข้างนอก จะคลายความเครียดออกมาได้ เพราะจิตมันโดนกักไว้ ฉะนั้นพยายามให้จิตเป็นธรรมชาติ ให้มันธรรมดา อย่าคิดว่ามันยาก เพราะในที่สุดเมื่อออกจากกรรมฐานจะรู้สึกเหมือนออกจากขุมนรก เรามักจะคิดเป็นอย่างนั้นในสมัยที่อาตมาปฏิบัติใหม่ ๆ ก็เช่นกัน อาตมาปฏิบัติกับหลวงปู่ หลวงปู่ไม่ได้ว่าอะไรหรอก แต่เราจะตายเอง อยากจะทำอะไรก็ทำง่าย แต่ตัวกำหนดเป็นตัวสำคัญที่สุด รูปแบบก็เป็นส่วนหนึ่ง เมื่ออยู่ร่วมกัน รูปแบบทางพระคือพระวินัยเป็นกติกา ซึ่งทางเราดูแล้วงามตา แต่ถ้าไปดูอินเดียในแถบชมพูทวีป แม่น้ำคงคา แม่น้ำสินธุคนในอินเดียจะนั่งทุกประเภทอย่างเช่นฤๅษีเข้าฌาน ฤๅษีนั่งทับขาบ้างก็นั่งอ้าปากทั้งวันทั้งคืน หรือนั่งเพ่งมองใบไม้ หากถามว่าอุกฤษฏ์หรือไม่ ก็ตอบว่าอุกฤษฏ์ แต่เขาทำแบบไม่เคร่งครัด ตัวอย่างมีลัทธิหนึ่ง เขานั่งไปและไม่ยอมลุกคือลัทธิของมหาวีระ ถ้าพูดแล้วคือชีเปลือยไม่นุ่งผ้า หรืออีกลัทธิหนึ่งคือพวกลามะใน ธิเบต ซึ่งลามะที่จะไต่เต้าเป็นอาจารย์ลามะอีกขั้นหนึ่งจะเข้าสมาบัติ ๓ เดือน ผมเผ้ายาวรุงรัง เวลาจะออกต้องเอาม้าไปรับออกจากถ้ำ เดินไม่ได้และต้องหยอดน้ำข้าวต้มก่อน การฝึกลามะเป็นการเพ่งเผาตบะพวกลามะจะนับถือว่าพวกลามะที่เป็นครู การเป็นครูเป็นสิ่งสูงสุดครูมีหน้าที่สอนลาไลลามะ ดังนั้นเรื่องสมาธิ ต้องเป็นที่ ๑ ต้องเก่ง และต้องฝึกมาอย่างดี

คำถาม การกำหนดรู้พองหนอ ยุบหนอ เราดูที่ตาหรือจับความรู้สึก หายใจเข้าลึก ๆ จะแรง และรู้สึกรู้ได้ ถ้าหายใจปกติกลับไม่รู้สึกถึงอาการท้องพองยุบ
ตอบ
ในเบื้องต้นเราจะไม่รู้จักอาการพองยุบ โดยจะไม่เห็นความรู้สึกในการเห็นภายนอก แต่ในการเห็นจริงนั้น อาตมาว่าเห็นในตาใน มันเห็นเหมือนเราเห็น มันจะพองแวบ ๆ อยู่ข้างใน คือตาในที่มองเห็นพองยุบเรียกว่าสภาวธรรม เป็นสภาวธรรมที่ละเอียดลึก ซึ่งตรงนี้ที่อาตมาบอกว่าผู้ปฏิบัติบางคนที่ปฏิบัติมา ๑๐ กว่าปีแล้ว จึงไม่ให้ผู้ปฏิบัติคนใดคนหนึ่งเสียโอกาสไปดังนั้นให้ต่างคนต่างทำและปิดวาจา การเห็นจริงเรามองเห็นด้วยสภาวะหรือมองเห็นด้วยตาใน โดยความรู้สึกจริงแล้วไม่ใช่เป็นเช่นนั้น แต่ในเบื้องต้น เราได้ความรู้สึกก่อนจากนอกเข้าสู่ความรู้สึกข้างใน จากการเห็นอาการพองยุบ เห็นว่าเป็นอย่างไร ลักษณะอาการอย่างไร ก็ไล่ตามลำดับขั้นตอน สำหรับผู้ที่ต้องการฝึกญาณ ๑๖ ขึ้นไปและเห็นตามลำดับนั้น การเห็นสภาวะข้างใน ไม่ใช่รู้สึกสภาวะ นั่นคือการเห็น แต่รู้สึกได้หรือไม่ ตอบว่าได้ เราจะรู้สึกในเบื้องต้นก่อนเราต้องพยายามทำ ถ้าตั้งใจปฏิบัติไปเรื่อย ๆ เราก็สามารถปฏิบัติได้ ไม่มีใครทำไม่ได้หรอก แม้แต่พระจูฬปันถก ผู้มีปัญญาทึบยังบรรลุธรรมได้

เรื่อง จูฬปันถก ผู้มีปัญญาทึบ
    ในครั้งพุทธกาล พระจูฬปันถก เป็นพระมหาสาวกองค์หนึ่งในอสีติมหาสาวก เป็นน้องชายของมหาปันถกะ เป็นชาวเมืองราชคฤห์ออกบวชในพระพุทธศาสนา ท่านมีปัญญาทึบมาก พี่ชายมอบคาถาเพียง ๑ คาถาให้ท่องตลอด ๔ เดือน ยังท่องไม่ได้ เรียกว่าโง่ขนาดหนักทีเดียว โดยกล่าวว่าเหตุที่พระจูฬปันถกมีปัญญาทึบเช่นนี้ เพราะกรรมเก่า คือในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสป ท่านบวชในศาสนานั้น เป็นผู้มีปัญญาดี แต่มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นคนโง่เขลากำลังนั่งท่องปริยัติธรรมอยู่ พระจูฬปันถกหัวเราะเยาะภิกษุรูปนั้นจนเกิดความละอาย จึงเลิกเรียนปริยัติธรรม เพราะวิบากกรรมนั้นจึงทำให้พระจูฬปันถกเป็นผู้โง่เขลาในกาลบัดนี้เมื่อเป็นเช่นนี้พี่ชายจึงขับไล่พระจูฬปันถก ฝ่ายพระจูฬปันถกรู้สึกเสียใจมากและคิดจะสึก พระพุทธเจ้าได้ตรัสปลอบด้วยความเมตตา เพราะทรงทราบด้วยพระญาณโดยตลอด จึงประทานผ้าขาวบริสุทธิ์ให้ลูบคลำพร้อมกับบริกรรมว่า รโชหรณํๆ แปลว่าผ้าเช็ดธุลีท่านบริกรรมจนผ้าสีคล้ำหมอง ทำให้มองเห็นพระไตรลักษณ์ สุดท้ายก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์การที่พระจูฬปันถกมีอุปนิสัยมาทางผ้าเปื้อนธุลีนั้น เพราะในอดีตชาติท่านเคยเกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน วันหนึ่งทรงทำประทักษิณพระนคร เมื่อพระเสโทไหลจากพระนลาต ทรงเอาผ้าสะอาดเช็ดพระเสโทนั้น ทรงได้อนิจจสัญญาว่า ผ้าสะอาดอย่างนี้เศร้าหมองแล้วเพราะอาศัยสรีระนี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ พระบรมศาสดาทรงได้ประทานอุปกรณ์อันเหมาะสมแก่อุปนิสัยของท่าน จึงสำเร็จบรรลุธรรมได้เร็ว ซึ่งพระจูฬปันถกมีความชำนาญในอภิญญา ๖ ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในบรรดาผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏ์โยคีที่มาปฏิบัติในครั้งนี้ อาตมาดูหน้าตาแล้วมีความรู้ทุกคนแต่ขออย่างเดียวอย่าขี้เกียจก็พอ

คำถาม การมาเข้ากรรมฐาน ถ้ามีห่วงภาระอยู่แล้ว เราสละทิ้งภาระไว้ข้างหลัง เราจะเป็นกรรมหรือไม่
ตอบ
จะเป็นมโนกรรม คือใจหน่วงเหนี่ยวแต่ภาระงานนึกถึงแต่เรื่องทางบ้าน อย่างเช่นเมื่อเรานั่งกรรมฐาน จิตก็ไปนึกถึงที่ทำงาน บางครั้งคิดกลัวว่าเขามาแย่งที่ แย่งตำแหน่ง เมื่อเข้ามาปฏิบัติต้องตัดละทิ้ง จะต้องพยายามวางหรือจัดระบบระเบียบการงานให้เรียบร้อยเสียก่อน ให้บอกทุกคนว่าระยะนี้ฉันจะมาทำจิตใจให้สงบสักหน่อย ส่วนที่ถามว่าเป็นกรรมหรือไม่ ไม่ใช่เป็นกรรมหนักหนาสาหัสหรอก แต่ใจของเราหว่าง มันติดอยู่ บางคนถามว่า ถ้าไม่สบายใจแล้วมาปฏิบัติ จะเป็นบาปจริงหรือไม่ มันก็เป็นบาปทางมโนกรรมมากกว่า

คำถาม ในขณะที่นั่งสมาธิหรือเดินจงกรมมีสมาธิตลอดทุกย่างก้าว ระหว่างสันจมูกกับศีรษะ จะมีความรู้สึกตึงหนักเหมือนมีไอร้อนหนักไปหมด ไม่ทราบว่าเป็นอะไร เวลาหายใจลึกๆ เมื่อกำหนดแล้วก็ยังหนักศีรษะข้างหลังอยู่
ตอบ
เรากำหนดพองยุบแล้วยังรู้สึกหนักศีรษะ เรากำหนดรู้ทันทีว่ารู้หนอ ๆ รู้ว่ามันหนัก รู้สึกตึงก็กำหนดรู้หนอ ๆ พอมาที่สันจมูกเลยไปที่ศีรษะนั้น แสดงว่าผู้ปฏิบัติคนนี้จับอาการนี้ได้ รู้อาการรู้สภาวะ กำหนดอย่างนี้ให้รู้ว่ามันเคลื่อนไปไหน รู้ว่ามันเคลื่อนไปไหนเรียกว่าตัวสติ สักครู่มันจะหายไปเอง กำหนดไปไม่ผิดหรอก กำหนดพอให้รู้ ถ้าเราไม่รู้ มันก็ลืมเผลอสติ มันจะขาดสติ

คำถาม การเรียนพระอภิธรรมมีความจำเป็นแก่ผู้ปฏิบัติหรือไม่
ตอบ
อาตมาอยากจะบอกว่าหลวงปู่ชาเคยบอกพระภิกษุที่ไปปฏิบัติว่า พวกเธอถ้าอยากจะไปปฏิบัติให้ดี พวกเธอต้องเป็นคนโง่และไม่ต้องสงสัยอะไรทั้งสิ้น ให้ทำตามครูบาอาจารย์บอกเท่านั้นแล้วเธอจะเข้าใจเอง หลวงปู่มั่นเคยดุพระมหาหลวงตาบัวว่า หลวงตาบัวนั่งกรรมฐานก็สงสัยว่าจะรู้จิตรู้ใจคนจริงหรือเปล่า ตอนนั้นหลวงตาบัวไม่เชื่อ ในครั้งนั้นหลวงปู่มั่นลงมาสอน หลวงปู่มั่นก็พูดว่ากรรมฐานขี้หมาอะไร อยากจะรู้ใจคนอื่น ใจของตัวเองยังไม่รู้เลยว่ามันโง่แค่ไหน หลวงตาบัวก็หยุดแวบดูใจตัวเองให้มาก ๆ จึงเป็นหลวงตาบัวจนทุกวันนี้ประเด็นนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก ผู้ปฏิบัติคงเข้าใจว่าถ้าเราทำได้ เราต้องดูใจตัวเองให้มาก ๆ การดูใจคนอื่นก็ไม่ต่างกับใจของเราหรอก กายคนอื่นก็ไม่ต่างกายเรา เขาปวด เราก็ปวด เขาทุกข์ เราก็ทุกข์ เขาหิว เราก็หิว เพียงแต่ใครจะมีสติคอยยับยั้งความหิว ความปวด ได้มากกว่ากัน นั่นคือความอดทน ถ้าอดทนอย่างเดียวก็ไม่ได้ เขาเรียกว่าหิริโอตตัปปะ คือความละอายต่อบาป ความเกรงกลัวเกรงใจต่อบาป นั่นแหละตัวสำคัญ การกำหนดยืนเริ่มตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้าหรือตั้งแต่ปลายเท้าถึงศีรษะ เรียกว่าอนุโลมปฏิโลม จากศีรษะลงเท้าจากเท้าขึ้นศีรษะ กำหนดขึ้นลงสลับไปมา

คำถาม ขณะนั่งสมาธิมีความรู้สึกปวดน่อง และปลายเท้าขวามาก เมื่อเพ่งที่เท้า ทำให้ความรู้สึกปวดมากกว่าเดิม จิตขณะที่องค์ภาวนาพองหนอ ยุบหนอ ชัดเจนดีมาก ควรจะถือองค์ภาวนาหรือเพ่งที่ความรู้สึกเจ็บปวด
ตอบ
ให้พิจารณาดูอาการอะไรที่ชัดเจนกว่ากัน ระหว่างพองหนอ ยุบหนอ หรือความปวด ดูว่าอะไรมันเด่นชัดกว่ากัน สภาวะอาการใดเด่นชัด ก็ยึดเอาอาการนั้นอย่างเดียว กำหนดให้เป็นอารมณ์

คำถาม การนอนทำสมาธิก่อนนอนอยู่เสมอ จนจิตใจเบาสบายเคลิ้มหลับ และได้ยินเสียงตัวเองนอนกรนอยู่ จนสะดุ้งรู้สึกตัวสังเกตว่าตัวเองนอนกรนอยู่หลายครั้ง เราสามารถใช้สมาธิแก้การ นอนกรนได้หรือไม่
ตอบ
การแก้การนอนกรนคือนอนตะแคง การนอนกรนเป็นปัญหาในระบบลมหายใจ หรือการหลับใหลจนฝันจับจุดอะไรไม่ได้ บางทีนึกว่าผีอำ ในหลักความจริงแล้วเป็นระบบธาตุอากาศที่ไม่สมดุลกัน วิธีแก้โดยการนอนตะแคง ถ้าฝึกนอนสมาธิเสมอ เราจะรู้ว่าเรานอนหลับไปในเวลาไหน ถ้าภาวนาพุทโธ เราจะรู้ว่าตัวเองหลับในช่วงพุทหรือโธ หรือภาวนาพองยุบ ก็จะรู้ว่าหลับในช่วงท้องพองหรือท้องยุบ หรือตื่นขึ้นมาตามเวลาที่ต้องการ หากเราต้องการตื่นเวลาตี ๓ ตรง นาฬิกาจิตก็จะปลุกเวลานั้น ถ้าลองทดสอบแล้วตรงก็แสดงว่าเราปฏิบัติใช้ได้แล้ว

คำถาม ถ้าเรามีเวลาปฏิบัติที่บ้าน ๑ ชั่วโมง ควรแบ่งเวลาสวดมนต์กี่นาที และปฏิบัติกี่นาที
ตอบ
การสวดมนต์โดยปกติจะสวดครั้งละประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวเรา โดยทั่วไปมักจะสวดมนต์ก่อนทำสมาธิเมื่อทำสมาธิเสร็จก็แผ่เมตตา ขึ้นอยู่กับเวลาปฏิบัติของเรา การทำที่บ้านเราก็ไม่ต้องห่วงเรื่องกฎกติกา อยากสวดมนต์กี่นาทีก็สวดไป เราสามารถบริหารเวลาของตัวเองได้ทั้งนั้น

คำถาม เวลานั่งสมาธิแล้วรู้สึกง่วง เวลาเดินจงกรมก็รู้สึกง่วงมีวิธีแก้ไขอย่างไร
ตอบ
ผู้ปฏิบัติลองนั่งสมาธิหันหน้าเข้าหาเสา อาการเช่นนั้น เราเรียกว่าว่าถีนมิทธะเข้าครอบงำตลอดเวลา ถ้ามันง่วงจริง ๆ ให้สังเกตมันง่วงช่วงเช้าหรือช่วงบ่าย ถ้าช่วงบ่ายอาหารกำลังย่อยสลายธาตุไฟเผาผลาญมาก อาจทำให้ง่วงมากก็ได้ เมื่อเวลาเรามาเจอห้องแอร์ มันก็นั่งสบายแล้วหลับง่าย วิธีแก้โดยนั่งหันหน้าเข้าหาเสาหรือฝาผนัง ไม่เช่นนั้นก็ยืนกำหนดภาวนา

เรื่อง สามเณรผู้หยั่งรู้
    อาตมาเคยบวชสามเณรรูปหนึ่งเป็นสุดยอดของสามเณรจริง ๆ ใครจะดุว่าอย่างไรก็เฉย พรรคพวกจะตีหรือดึงเนื้อหนังก็เฉยจับไปนั่งตรงไหน สามเณรจะนั่งตรงนั้นทั้งวันทั้งคืน เขาไม่รู้เรื่องอะไร แต่เขาก็รู้ทุกอย่าง เขาให้ทำอะไรก็ไม่ทำ การที่กล่าวว่าไม่รู้เรื่องแต่พูดทุกเรื่อง คือรู้ทุกเรื่องว่าขณะที่เห็นเครื่องบินบิน เขาบอกว่าเครื่องนี้เป็นสายการบินอะไร เขาสามารถบอกได้หมด เขามีญาณพิเศษอาตมาถามเขาว่ารู้ได้อย่างไร ก็ทดสอบ ๓-๔ ครั้ง ปรากฏว่าตอบถูกทุกครั้งถ้าสั่งให้ทำอะไร เขาก็ไม่ใส่ใจใครหรอก เป็นประเภทคนดิบหากใครให้ไปซ้ายก็ไปขวา หากบอกให้เดินตรงก็ถอยหลัง เหมือนกับแมวเวลาจะถูกทำโทษก็มานอนซุกแล้วก็นิ่ง หากใครสั่งไม่ให้ลุกไปไหน เขาก็ไม่ไป ถ้าไม่ไปเรียกก็ไม่ยอมลุก ใครมีลูกอย่างนี้สบายใจได้ถึงบอกว่าเครื่องบินบินผ่านทุกครั้งก็บอกได้หมดว่าสายการบินนี้จะไปประเทศอะไรบ้าง อาตมาตรวจสอบก็ตรงทุกครั้ง คนพิเศษเช่นนี้ คนล้านคนจะมีสัก ๑ คน ทดสอบให้ตอบปัญหาโดยไม่ดูหนังสือเขียนหนังสือไม่ได้ แต่ให้พูด ก็สามารถตอบปัญหาได้หมด ทำให้นึกถึงพระจูฬปันถก ลักษณะใกล้เคียงกันทีเดียว

คำถาม เพราะเหตุใดเราถึงต้องสมาทานศีลทั้งเช้าทั้งเย็นทุกวัน
ตอบ
การสมาทานศีลทั้งเช้าและเย็น อาตมามุ่งเน้นให้หนักในเรื่องความบริสุทธิ์ ตั้งแต่ศีลข้อที่ ๑ปาณาติปาตาการเว้นจากการฆ่าสัตว์ศีลข้อ ๒ อะทินนาทานา เว้นจากการขโมยสิ่งของผู้อื่น จนศีลข้อ ๓ อะพรัหมะจริยา คือการประพฤติแห่งพรหมจรรย์สูงสุด พรหมจรรย์ในที่นี้รวมถึงไม่ติดเครื่องประดับประดา ซึ่งเป็นการเสพเหมือนกัน แต่ว่าเขาเปลื้องออกได้ ศีลข้อ ๔ มุสาวาทา คือเว้นจากการพูดเท็จ พูดโกหก ในทีนี้เว้นจากการพูดคือปิดวาจา ข้อสุราเมรัยมันอยู่ในศีล ข้อ ๕ ส่วนข้อ ๖ วิกาละโภชะนา คืออาหารหลังจากเที่ยงเราไม่ทานผ่านลำคอลงไป ยกเว้นเฉพาะน้ำปานะที่ดื่มได้ แล้วก็การร้องรำ ขับร้องดนตรี เครื่องทรงใส่ มีดอกไม้ของหอม ข้อที่ ๗ โดยนัยยะนี้ นัจจะคีตะ คือเว้นจากการดีดสีตีเป่าร้องรำทำเพลง มาลาคันธะวิเล ดอกไม้นี้ หมายถึงไม่มีการประดับประดาเครื่องทรงต่าง ๆ ดอกไม้ เครื่องหอมผัดทา ซึ่งต้องเอาหนังแท้มาดูกัน ไม่ให้หลงในมายาตรงนี้ ข้อ ๘ คือ อุจจาสะยะนะ มะหาสะยะนา คือ เว้นจากการนั่ง หรือนอนที่สูง ซึ่งได้พูดข้อนี้ไปแล้ว การปฏิบัติที่ดีนั้นต้องให้สะอาดบริสุทธิ์ทั้งกายวาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ การปฏิบัติจึงจะไม่มีอุปสรรคมาก เพื่อการบรรลุธรรม คือ มีศีล สมาธิ ปัญญา เป็นกำลัง ตัดกิเลส ตัณหา อุปาทาน จึงให้สมาทานทั้งเช้าและเย็น

สมาทานศีลทำให้ใจเราบริสุทธิ์
    การที่ให้สมาทานบ่อย ๆ เป็นการเตือนสติตัวเองว่าเรามีศีล เราทำความบริสุทธิ์ให้มากขึ้น ๆ การที่ผู้จะบรรลุธรรมก็ต้องอาศัยศีลเป็นตัวหลักที่จะได้ธรรม เราจะเห็นธรรมอย่างง่ายและไว ก็คือตัวบริสุทธิ์ความบริสุทธิ์เกิดขึ้นที่ตัวเรา การที่อาตมาให้สมาทานศีลนี้ จริง ๆ แล้วในอดีตสมัยพุทธกาล จะสมาทานศีลตั้งแต่เช้ามืด เช้า สาย บ่าย เย็นตลอด นั่นถือปฏิบัติจริง แต่อาจจะเป็นเรื่องแปลกใหม่ สำหรับโยคีที่ยังไม่เคยในการปฏิบัติแบบอุกฤษฏ์ เมื่อปฏิบัติอุกฤษฏ์แล้ว ต่อมาก็สมาทานหรืออธิษฐานจิต อาตมาจะดูว่าอารมณ์ที่ปฏิบัติ ดูสภาวะการเดินจงกรมและนั่งสมาธิภาวนา สามารถปฏิบัติได้หรือไม่ หากได้แล้วก็จะได้สมาทานอธิษฐานจิต บางทีก็ให้อธิษฐานให้ธรรมะที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นก็ให้เกิดขึ้น ธรรมะที่เกิดขึ้นแล้วยังไม่แจ่มแจ้งก็ให้แจ่มแจ้งจะพิจารณาดูที่ความพร้อมของผู้ปฏิบัติ ความพร้อมที่เกิดขึ้นจากสมาธิภาวนา ไม่ใช่ความพร้อมจากการบอกเล่า นั่นคือการสมาทานศีล จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่เมืองไทยได้ไปเอาจากสำนักใหญ่ที่พม่า ซึ่งเราไปฝึกฝนกันมาจากพระมหาสีสยาดอ ในสมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ พระเถระที่วัดมหาธาตุ ต่อมาเจ้าคุณโชดกไปศึกษาก็สมาทานศีลตลอดรวมทั้งฆราวาส อุบาสก อุบาสิกา ก็สมาทานศีลตลอดเช่นกันครั้งที่อาตมาไปปฏิบัติที่ประเทศพม่า พอถึงเวลาตี ๓ ต่าง คนต่างเดินมาจากภูเขา เดินมารวมกลุ่มกันที่ศาลา ศาลามีขนาดเท่ากับในที่นี้ สุดท้ายสามารถจุคนได้จำนวนเป็นพัน ต่างคนต่างเดิน ต่างคนต่างนั่ง แต่คนที่ไปปฏิบัติตรงนั้นต้องมีพื้นฐานดี บางคนทำไม่ได้ก็กลับบ้าน คนไทยไปตกม้าตายตรงนั้นเยอะ เพราะเก่งอยู่ในเมืองไทยพอไปที่โน้นก็ทำไม่ได้ จึงต้องกลับไป เพราะระบบระเบียบของที่นั้นเข้มงวดมากในการสอบอารมณ์แต่ถามอาตมาว่าเข้มงวดมากไหม อาตมาว่ามันก็เป็นการปฏิบัติธรรมดานี้เอง อย่างที่อาตมาไม่พูดถึงเครื่องประดับเพราะเป็นเรื่องพื้น ๆ เป็นเรื่องธรรมดา โดยทั่วไปทุกคนต้องรู้ตัวด้วยธรรมชาติด้วยจิตสำนึกของนักบวช คำว่าบวชอย่างพระไม่เห็นมีนาฬิกา ไม่มีสร้อยคอมาติดคอ ไม่มีพัดยศมาติดคอ เพราะรู้ด้วยนัยยะของตนเองการสมาทานศีลเป็นการสร้างใจให้มีความบริสุทธิ์มากขึ้น ๆ สีลํ โลเก อนุตฺตรํ, สีเลน สุคตึ ยนฺติ, สีเลน โภคสมฺปทา, สีเลน นิพพฺตึ ยนฺติ, ตสฺมา สีลํวิโส ทเย ศีลเป็นเยี่ยมในโลก ศีลทำให้เราเข้าถึงสุคติ ศีลก่อให้เกิดโภคทรัพย์ และศีลนำเราไปสู่นิพพาน ฉะนั้นเราจึงควรรักษาศีลไว้ให้ดี

ลิ้มรสห้วงแห่งนิพพานในขณะที่มีชีวิต
    เราได้ลิ้มรสห้วงแห่งนิพพาน นับว่าเป็นประโยชน์สุข ซึ่งความสุขที่ไม่ใช่เนื้อแท้ ก็ยังสุขขณะนี้ ถ้าสุขที่เป็นเนื้อแท้จะสุขขนาดไหน เขาเรียกว่า รสนั้นดีที่สุด เป็นอมตะรสคือนิพพาน เราสัมผัสอยู่ทุกขณะที่มีชีวิตอยู่ได้หรือไม่ เรานิพพานได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่ คือการประพฤติปฏิบัติ ค้นคว้าดูจิตใจ ทำให้จิตใจใสสะอาดบริสุทธิ์ สงบเย็นนั่นคืออยู่ในห้วงแห่งนิพพาน นิพพานโดยวิสุทธิ ช่วงหนึ่งห้วงหนึ่งเนกขัมมะจะมีอยู่ในช่วงระยะหนึ่ง ช่วงระยะนิพพาน ๑ ชั่วโมง ๑ นาที ๑ วินาที ก็มีตามลำดับ คำว่านิพพานของคนอินเดีย คือเย็นลง เป็นภาษาชาวบ้าน ยกตัวอย่างกำลังตั้งหม้อข้าว หม้อข้าวเย็นลงเรียกว่านิพพานแล้วกินได้ นั่นคือนิพพานในภาษาอินเดีย ถ้าภาษาของเราหมายถึงใจเย็น ๆ หรือปลงแล้ว คำว่าปลงหมายถึงมันหมดแล้ว ภาษาของเราคำว่า ปลงหมายถึงวางแล้ว เบาแล้ว ทุกอย่างโล่งใจเลย นิพพานที่กล่าวเป็นนิพพานแง่ภาษา แต่นิพพานแห่งธรรม คือจิตเข้าสู่สภาวะแห่งกระแสนิพพานแห่งภาวะนิพพาน สอุปาทิเสสนิพพาน นิพพานที่มีร่างกายอยู่ มีขันธ์ ๕ อยู่ แต่กิเลสดับ พระพุทธเจ้าเมื่ออายุ ๓๕ พรรษา ทรง ทำหน้าที่ความเป็นพุทธ ทำหน้าที่ส่งเคราะห์ชาวโลก ช่วงตั้งแต่ ๓๕ พรรษาขึ้นไป ทำงานจนอายุ ๘๐ พรรษาทำงานรวมเป็น ๔๕ พรรษา เมื่อพระองค์ท่านดับขันธปรินิพพาน คือสังขารดับ คือขันธ์ ๕ ดับนิพพานดับ นี่คือถ้าเราเข้าใจระดับของนิพพาน เราจะเข้าใจและยิ้มได้ว่าเราเข้าใกล้พระนิพพาน เป็นวิธีที่หนีนรก ไม่ตกนรก ถ้าทำบ่อย ๆทำได้แล้ว เราก็ไม่ตกนรกนี่คือเหตุผลที่สมาทานศีลบ่อย ๆ ถือว่าเป็นฐานแรกที่จะนำสู่พระนิพพาน นำสู่ความสำเร็จทุกเมื่อ เราทำมาก ๆ อานิสงส์หรือพลังจะเกิดขึ้น เมื่อร่างกายทุกอย่างบริสุทธิ์ จิตท่องเที่ยวไปในความบริสุทธิ์ตลอดเป็น วิสุทธิ คือความบริสุทธิ์ ความหมดจด จนบรรลุจุดหมายคือพระนิพพาน มี ๗ ชั้นคือ
๑)สีลวิสุทธิ
๒)จิตตวิสุทธิ
๓)ทิฏฐิวิสุทธิ
๔)กังขาวิตรณวิสุทธิ
๕)มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
๖)ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ
๗)ญาณทัสสนวิสุทธิ

   อาตมาจะไม่พูดถึงในรายละเอียดลึกลงไป จะแสดงธรรมให้ฟังในคราวต่อไป บางคนอยากรู้เรื่องนรกสวรรค์ มันไม่ยาก เพราะมีครูบาอาจารย์สอนไว้หมด ในสมัยพุทธกาลก็สอนไว้ เช่นในพระมาลัยสูตรสอนไว้ชัดเจน เรื่องลงไปอยู่นรก นรกขุมไหน เป็นอย่างไร สวรรค์เห็นอย่างไรมีหมด เพียงแต่เราไม่เอาสิ่งที่ไกลตัว เอาสิ่งปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญคือการปฏิบัตินั้นเอง

 เรานิพพานได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่ คือการ ประพฤติปฏิบัติ ค้นคว้าดูจิตใจ ทำให้จิตใจใส สะอาดบริสุทธิ์ สงบเย็น นั่นคืออยู่ในห้วงแห่ง นิพพาน นิพพานโดยวิสุทธิ ช่วงหนึ่งห้วงหนึ่ง




 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

การส่งความคิดเห็นของคุณ เราขอสงวนสิทธิ์เป็นดุลพินิจของทีมงานนะครับเพื่อง่ายต่อการเปลี่ยนแปลง, แก้ไข, เพิ่ม, หรือลบความคิดเห็นของคุณเหล่านี้และบางส่วนของข้อตกลงการใช้งานได้ตลอดเวลา โดยขออนุญาตไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้านะครับ สำหรับท่านใดอยากแก้ไขคอมเม้นท์ตัวเองต้องสมัครสมาชิกก่อนนะครับถึงจะแก้ไขปรับแต่งได้

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


เมนูหลัก

Warning: Parameter 1 to modMainMenuHelper::buildXML() expected to be a reference, value given in /home/veeranon/domains/veeranon.com/public_html/libraries/joomla/cache/handler/callback.php on line 99

สมาชิกเข้าสู่ระบบ





สมัครสมาชิกใหม่
*ลืม รหัสผ่าน หรือ ชื่อผู้ใช้

ตัวนับสถิติ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1620
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1265
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้7478
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว6185
mod_vvisit_counterเดือนนี้7478
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว34452
mod_vvisit_counterทั้งหมด1165286

Your IP: 207.241.237.105
วันนี้ ๐๗ ธ.ค. ๒๕๕๖

Bookmark


ธรรมะบรรยาย วีดีโอธรรมะ หนังสือธรรมะ รวมรูปภาพ
 
คิดดี พูดดี ทำดี ชีวีมีแต่สุข ขออนุโมทนาในจิตกุศลของทุกๆท่าน
Youtube วัดป่าเจริญราช
Facebook วัดป่าเจริญราช