1. Skip to Menu
  2. Skip to Content
  3. Skip to Footer>

พิมพ์

เขียนโดย Admin วันเสาร์ที่ ๐๗ สิงหาคม ๒๕๕๓

กายกับจิตสัมพันธ์กันอย่างไร

คำถาม
กายกับจิตสัมพันธ์กันอย่างไร การปฏิบัติธรรมจะช่วยบำบัดโรคทางกายหรือไม่
ตอบ
ชีวิตคนเราประกอบด้วยกายกับจิตเป็นสำคัญ กายเป็นรูป จิตเป็นนาม ตามที่ได้กล่าวไปแล้วในเรื่องรูปอิงอาศัยนามนามอิงอาศัยรูป รูปประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ คือรูปร่างที่เคลื่อนไหวได้ เดินได้ ขยับได้ นั่นคือกาย ส่วนนามคือจิตที่ไปรู้สภาวะที่เกิดขึ้น กายและจิตจะทำงานสัมพันธ์กัน เช่น ตาเห็นรูปจิตไปรู้เป็นนาม ถ้าทั้งสองส่วนทำงานสัมพันธ์กันจะเป็น เอกัคคตา คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียวเป็นสมาธิ คือจิตไม่ฟุ้งซ่าน ยกตัวอย่าง เช่น ขาขวาย่าง เรารู้ว่าขาขวาย่าง ในขณะที่กายเคลื่อนไหว ใจไปรู้ในทิศทางเดียวกัน มีทั้งสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลาอย่างไรก็ตาม เมื่อจิตป่วยกายก็ป่วยตาม เปรียบเหมือนกับวัวลากเกวียน วัวในที่นี้คือกาย เกวียนคือจิต ถ้าวัวแข็งแรง มันสามารถลากเกวียนหรือจิตเดินทางไปได้ไกล แต่ถ้าจิตป่วยหรือเพลาเกวียนหัก วัวก็ไม่สามารถลากเกวียนไปได้เช่นกัน ซึ่งทั้งสองส่วนต้องทำงานสมดุลกัน จึงจะนำเราไปสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น การที่เรามาปฏิบัติธรรมกันในที่นี้ก็เช่นเดียวกัน จิตกับกายไม่ป่วย คือ จิตกับกายสัมพันธ์กัน เราก็จะปฏิบัติบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ฉะนั้น กายกับจิตย่อมสัมพันธ์กัน จิตเป็นภูมิคุ้มกันทางกายได้ ในทางกลับกันหากกายเจ็บป่วย ย่อมส่งผลให้จิตใจอ่อนแอได้เช่นกัน แต่ถ้าหากจิตมีภูมิคุ้มกันที่ดี ทำให้สภาวะโรคดับได้ดั่งตัวอย่างในเรื่อง

พระติสสเถระ
เรื่อง พระติสสเถระ จิตที่เข้มแข็งเป็นจิตที่หลุดพ้น

    ในที่นี้ขอกล่าวถึงเรื่องพระที่เป็นเจ็บป่วยแล้วกำหนดอารมณ์พุทธานุสติ ในสมัยพุทธกาลคือพระติสสเถระเป็นชาวเมืองสาวัตถี ได้สดับพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเกิดศรัทธา ขอบรรพชาอุปสมบท ต่อมาท่านอาพาธด้วยโรคผิวหนังอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร เป็นตุ่มเต็มตัวไปหมด ถ้ายุคนี้คงเรียกว่าอีสุกอีใส แต่มันหนักกว่าอีสุกอีใสเสียอีก ตุ่มที่แตกก็ส่งกลิ่นเหม็น จนผ้าสบงจีวรเปื้อนไปด้วยน้ำเลือดและน้ำหนอง มีแผลแตกเปรอะไปทั่วร่างกาย ทำให้เกิดอาการทรมานจนนอนซมอยู่กับที่ แม้แต่ศิษย์ของท่านเองก็พากันหลีกหนีไปหมด เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเสด็จไปพร้อมกับพระอานนท์ เพื่อดูแลพระติสสเถระที่กุฏิ จึงมองเห็นว่าพระติสสะมีร่างกายเป็นตุ่ม เป็นต่อมน้ำหนองน้ำเหลืองไหลแตกตามร่างกายและนอนร้องครวญครางทรมานมาก มันปวดยิ่งกว่าโยคีนั่งกรรมฐานในที่นี้เสียอีก เพราะขนาดพระท่านฝึกกรรมฐาน พระกรรมฐานก็เอาไม่อยู่เลยทีเดียว พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เป็นอะไรติสสะ พอทนได้ไหม พระติสสเถระนอนตัวสั่น พระพุทธเจ้าจึงนำพระหัตถ์ไปแตะตัว ในที่สุด พระติสสะ จึงมีสติรู้สึกตัวขึ้นมา การสัมผัสไม่ได้สัมผัสเฉพาะเนื้อหนัง แต่สัมผัสทางจิต พระพุทธองค์ได้ให้พระอานนท์ไปต้มน้ำร้อน แล้วนำน้ำอุ่นมาเช็ดตัวพระติสสะ โดยปกติแล้วพระพุทธเจ้าไม่ต้องทำด้วยพระองค์เองก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามพระองค์ต้องการแสดงถึงความเมตตาให้พระภิกษุทั้งหลายได้รู้จักว่าการที่มาบวชในพระพุทธศาสนาแล้วนั้น ทุกคนคือ ญาติธรรมคือพี่น้องกัน ฉะนั้นหน้าที่ของเราคือพระคถาคตเท่านั้นเอง พระองค์ทรงเอาพระหัตถ์ที่ไม่ได้ใส่ถุงมือเช็ดถูสรีระของพระติสสะโดยไม่รังเกียจ เมื่อท่านได้นุ่งสบงจีวรใหม่ ร่างกายและจิตใจก็ชื่นบาน นอนรอรับกระแสพระธรรมเทศนา โดยพระบรมศาสดาประทับยืนอยู่ เบื้องศีรษะและตรัสว่า ติสสะเธอจงพิจารณาเนือง ๆ ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง ร่างกายของเราเป็นรังของโรค เป็นของไม่เที่ยง ไม่นานนักมันก็ต้องแตกดับ ไม่นานหนอ ร่างกายนี้จักนอนทับแผ่นดิน ปราศจากวิญญาณอันบุคคลทิ้งแล้ว ราวกับท่อนไม้ไร้ค่าที่เขาไม่ไยดี พระพุทธองค์ให้พระติสสะพิจารณาว่าเป็นอย่างนี้ พระติสสะได้พิจารณาเห็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา เห็นพระไตรลักษณ์เกิดขึ้นในสังขารของตนเอง แม้แต่สังขารของพระคถาคตก็ต้องแตกดับเช่นเดียวกัน พอพิจารณาอย่างนี้ก็เกิดสมาธิ เกิดญาณ ญาณ คือความหยั่งรู้สภาวะการแตกดับของกายของเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย พระติสสเถระก็เอาจิตตามดูอาการปวดหนอ ปวดหนอ มันปวดขนาดไหน ปวดถึงไหน จึงพิจารณาติดตามดูความปวดนั้นในที่สุดพระไตรลักษณ์ก็เกิดขึ้นถึงแม้ไม่มีเรา กายก็ต้องแตกดับ กายก็ต้องทุกข์ทรมาน แต่สิ่งที่เราทุกข์ทรมานร้องครวญคราง เพราะอะไร นั่นเพราะใจมันทรมานต่างหาก ในที่สุดก็รู้จักการแยกกายกับใจ หรือจิตออกจากกายได้ แต่ผู้ปฏิบัติที่นั่งอยู่ในที่นี้เรายังไม่ได้แยกกายกับใจหรอก เพราะกายของเรานั่งอยู่ แต่ใจไปที่อื่น จิตมันออกโดยธรรมชาติของความเคยชิน นั่นคือแยกกายกับแยกจิตชัดเจนไปเลย แต่ถ้าแยกโดยปรมัตถธรรม มันไม่ได้แยกเช่นนั้น มันจะแยกเหมือนกับเราจับก้านบัวมาดึงออกจากกันเป็นยวงใย เป็นสายโซ่ เหมือนกับใยบัวที่ขาดออกจากกัน เปรียบเหมือนใจของเราจะขาดแหล่ไม่ขาดแหล่ ใจมันหวิว ยิ่งห่างกันยิ่งเหลืออยู่ใยเดียว ยิ่งปวดร้าวทรมาน หัวใจสั่นระริก ๆ เหมือนกับเราทนความปวดขณะนั่งภาวนา เรารู้สึกปวดเหมือนไฟไหม้ ปวดแสบ ปวดร้อน นั่นแหละปวดเหมือนมารดาคลอดบุตรด้วยตนเองตามธรรมชาติ เขาบอกว่าปวดอย่างไรอย่างนั้น ปวดเหมือนใจจะขาด เหมือนตัวเราจะหลุดออกจากกัน เหมือนเนื้อหนังจะหลุดออกจากกัน พระติสสเถระได้พิจารณาไปตามกระแสธรรม เห็นสภาวะ ตามความเป็นจริง เมื่อเห็นแล้วเกิดปัญญาบรรลุเป็นพระอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา แต่ด้วยท่านอาพาธหนักมาก จึงนิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง ดับกิเลสไม่มีเบญขันธ์เหลือ คือสิ้นทั้งกิเลสและชีวิต นั่นเอง ในครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ประชุมสงฆ์ ปรารภข้อภิกษุอาพาธ โดยไม่มีผู้พยาบาล จนได้รับความลำบากดั่งกรณีพระติสสเถระ แล้วตรัสพระพุทธพจน์อันจับใจว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอบัดนี้ไม่มีมารดาไม่มีบิดาแล้ว ถ้าพวกเธอไม่รักษาพยาบาลกันเองใครเล่าจะพยาบาล ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดมีความประสงค์จะปฏิบัติบำรุงเรา ขอให้ผู้นั้นปฏิบัติบำรุงภิกษุอาพาธเถิดเท่ากับได้ปฏิบัติบำรุงเรา จากพุทธวจนะนี้เอง ทำให้ภิกษุทั้งหลายแม้มาจากวรรณะต่างกัน แต่เมื่อมาสู่ธรรมวินัยนี้แล้ว ก็มีความรู้สึกต่อกันฉันพี่น้อง มีไมตรีจิตต่อกัน โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระบิดา พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่าเมื่อภิกษุทั้งหลายมาบวชในพระพุทธศาสนาก็ย่อมเป็นญาติธรรมกันคือเป็นญาติพี่น้องกันนั่นเอง

การบำเพ็ญทางจิต...บำบัดโรค
    เมื่อสภาวธรรมเกิดขึ้นสภาวะโรคดับไป ที่จริงแล้วสภาวะโรคดับไหม ก็ไม่ดับหรอก โรคยังคงอยู่ แต่ภูมิคุ้มกันทางจิตมันแข็งกว่า จึงเอาชนะโรคได้ นี้แสดงว่าเพราะสภาวจิตมีภูมิธรรมเป็นภูมิคุ้มกันทางกายและจิตสัมพันธ์กัน ขับของเสียออก ขับน้ำหนอง ขับน้ำเลือดออกจนแห้ง จนร่างกายเข้าสู่ภาวะปกติดีเหมือนเดิม นี่คือวิธีการบำบัดจิตบำบัดกาย ผู้เป็นทางกายก็สามารถส่งกระแสจิตไปยังส่วนที่เป็นโรค โดยส่งเข้าไปเหมือนกับเราใช้พลังของไฟ หรือธาตุไฟเข้าไปเผาผลาญ ทำให้เกิดความอุ่น ความร้อน ขับของเสียออกมาได้การทำบ่อย ๆ จะช่วยขับของดีหรือของไม่ดีออกจากร่างกายโดยอัตโนมัติ โรคก็สามารถหายด้วยพลังงานนั้น เขาเรียกว่าการบำเพ็ญพลังทางจิต การรักษาจิตให้จิตมีพลังแล้วสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานสิ่งที่เป็นเชื้อ คือที่เป็นอันตรายหรือสิ่งที่แปลกปลอมที่อยู่ในร่างกาย คือวิธีการรักษาขับโรค แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน ถ้าไม่มีเวลาให้ตัวเองพักผ่อน การรวมพลังจิตจะน้อยไป จนใช้ไม่ได้ผล หาก ผู้ปฏิบัติคนใดเป็นโรคทางกายอยู่ในขณะนี้ ก็ต้องเร่งปฏิบัติเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตให้เข้มแข็ง ขับโรคออกจากร่างกายให้ได้ ผู้ปฏิบัติอย่าเพิ่งท้อแท้ไปเสียก่อนก็แล้วกัน

คำถาม มายาจิตคืออะไร
ตอบ มายาจิต คือจิตที่มันหลอก จิตที่ไม่เป็นจริง จิตที่หลงในความรู้สึก การเห็นไม่ชัดในนิมิตนั้น หรืออาการที่ไม่เป็นจริง แต่เป็นความรู้สึกทางจิต เป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในใจ แต่สติของเรารู้ไม่เท่าทัน ยกตัวอย่างเช่นเรารู้สึกปวดท้องขณะที่เราปฏิบัติ แต่พอไปห้องน้ำกลับขับถ่ายไม่ออก หรือขณะนั่งปฏิบัติอยู่รู้สึกง่วงนอนมากแต่พอไปนอนแล้วนอนไม่หลับเป็นต้น ซึ่งมายาจิตมักเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติที่มีสติไม่แก่กล้าพอ เพราะทนกับกิเลสที่มายั่วยุไม่ได้ มีตัวนิวรณ์ทำให้จิตเราฟุ้งปรุงแต่งไปต่าง ๆ นา ๆ มายาจิตจะเป็นนายเข้ามาหลอกอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่มีสติเข้ามาสกัดกั้นมันออกไป

คำถาม สติสัมปชัญญะคืออะไร
ตอบ สติคือความระลึกได้ สัมปชัญญะคือความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ทั้งสองคำนี้มักจะใช้คู่กัน ถ้าสติโดยธรรมชาติ ยกตัวอย่างเมื่อเราเดินไปเจองูแล้วตกใจกระโดดโลดเต้น โดยไม่รู้อะไรเป็นงูหรือเป็นเชือก เราร้องอุทานกระโดดหนีโดยอัตโนมัติ นั่นคือขาดสติที่เป็นสติของตัวเอง แต่เป็นสัญชาตญาณโดยธรรมชาติ สัมปชัญญะคือรู้ตัวทั่วพร้อม รู้การเคลื่อนไหว รู้ว่านี้คือเชือกหรืองู แต่หากไม่รู้ว่าเป็นงูหรือเป็นเชือก เรากระโดดโหย่ง ๆ ไปแล้ว นั่นคือสติและสัมปชัญญะที่มันมาพร้อมกัน หากจะถามว่าตัวไหนที่เกิดก่อนเราจะเห็นว่ามีการพูดถึงเรื่องสติกันมาก เพราะสติคือการรู้ตัวก่อน อย่างเช่นเราเอามือไปจับซ้อน เราจับแล้วตัวสัมปชัญญะมันซ้อนกัน เมื่อมือจับแล้วมันยกขึ้นมาได้ นั่นแหละตัวสัมปชัญญะที่แฝงอยู่ในรูปพลังงาน มันแฝงอยู่ในรูปของสตินี้คือสัมปชัญญะ หรือในขณะนี้ทุกคนในที่นี้ได้ยินเสียงอาตมาพูด ได้ยินเสียงคืออะไร ได้แปลเป็นภาษาสำนวนรู้แล้วเข้าใจว่าพูดเรื่องอะไร นั่นคือตัวสัมปชัญญะ สมองใหญ่เรียกว่าซีรีบรัม (Cerebrum) ทำหน้าที่ในการรับรู้ ตีความแปลความหมาย ความสามารถในการคิด การจำ สมองส่วนนี้แบ่งออกเป็น ๒ ซีก ซีกซ้ายและซีกขวา สมองทั้ง ๒ ทำงานติดต่อเชื่อมโยง โดยมีใยประสาทแผ่นหนาเป็นตัวเชื่อมตรงกลาง ซึ่งสมองทั้ง ๒ ซีกทำงานประสานกัน สมองซีกซ้ายทำหน้าที่หลัก ๆ คือด้านความจำ ด้านการคำนวณ ความคิด การพูด อ่าน เขียน ควบคุมร่างกายซีกขวา ส่วนสมองซีกขวาทำงานด้านอารมณ์ ด้านภาษา ควบคุมร่างกายซีกซ้าย หากสมองทั้ง ๒ ซีกทำงานสมดุลกันก็จะคิดได้ จำได้ เราก็จะฉลาด ถ้าใช้สมองซีกเดียวได้แต่จำลอกเลียนแบบ ก็จะเป็นสัญญาอย่างเดียวตัวสัมปชัญญะมีความสำคัญมากในการปฏิบัติ ยกตัวอย่างเมื่อ กำหนดว่าพองหนอ เราเห็นสภาวะของพองยุบชัดเจน จนตกใจทั้งที่สติมันดี แต่ตัวสัมปชัญญะมันตามมาไม่ทัน ทำให้เกิดความกลัว จึงเรียกเจ้าหน้าที่มาช่วย มันเห็นการเกิดดับชัดเจน หากมีสติ เราจะดูว่า มันเกิดขึ้นอย่างไร มันเกิดขึ้นกี่ขณะ การภาวนาที่ถูกวิธี จะต้องเห็นสภาวะพองออกและยุบออกเป็นขณะ ๆ เห็นสภาวะอย่างชัดเจน บางครั้งน่ากลัวเหมือนคลื่นทะเลใหญ่มาทับตูมเดียว บางทีอาการที่เห็นนั่น เล็กจนไม่มีอะไรเลย ซึ่งแสดงถึงทุกขัง อนิจจัง อนัตตา แสดงพระไตรลักษณ์ให้เห็น ตัวสติสัมปชัญญะต้องรู้ตัวตลอด เวลาเรานำมาใช้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เกิดจนตาย บางทีมีคนมาแตะตัวเรารู้ว่ามีคนมาแตะ พอรู้ว่าใครนั่นแหละคือตัวสัมปชัญญะ รู้สึกว่าใครทำอะไร คือตัวสัมปชัญญะ

คำถาม เวลานั่งปฏิบัตินาน ๆ ไป จนอาการพองยุบหายไปมีแต่ความนิ่ง เราจะทำอย่างไรต่อไป
ตอบ กำหนดความนิ่ง คือนิ่งหนอ ๆ ก็เท่านั้นเอง รู้สึกตัวทั่วพร้อม การนำจิตไปรู้อย่างไรหรือจะทำอะไรนั้น เราต้องรู้สึกตัวก่อนว่าจะทำอะไร ยกตัวอย่างเช่น การเตรียมตัวแผ่เมตตา เรามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมว่าขณะนี้เราเคลื่อนมือออก ขณะนี้จิตของเราอยู่ในขณะไหนมันนิ่งอยู่อย่างไร ให้จับอาการนั้นไว้แล้วค่อยคลายออก เวลาจะทำสมาธิบัลลังก์ต่อไป ยกจิตเข้าสู่อาการเดิม เป็นการต่อสมาธิและเป็นการต่อจิตชนิดหนึ่ง โดยไม่ต้องวนมานับหนึ่งใหม่อีก นั่นคือการรู้สึกตัวทั่วพร้อม เป็นการนำจิต ส่วนจิตจะไปตรงไหนนั้น มันก็ไปทุกที่ ขึ้นอยู่กับว่าตรงไหนเราจะขยับไปก่อน

คำถาม ขณะนั่งสมาธิ รู้ตัวว่ามีสมาธิ จะขยับเขยื้อนได้หรือไม่
ตอบ ถ้าเป็นสมาธิอย่าเพิ่งขยับเขยื้อน มันแค่ทรงสมาธิเท่านั้นเอง เวลามันปวดถึงจะขยับ ถ้าสมาธิมาก สติมาก ตัวเวทนาจะไม่มี แต่ถ้าเวทนามาก สมาธิไม่มา สติอ่อน เราก็จะมีอาการเปลี่ยนท่าไปเปลี่ยนท่ามา พลิกขวาพลิกซ้าย นั่นคืออาการของการมีสมาธิน้อยฉะนั้นต้องทำจิตสงบให้ไวที่สุด ก่อนที่จะหมดเวลาหรือหมดวันไป

คำถาม คนที่มาปฏิบัติแล้วไม่ตั้งใจปฏิบัติกับคนที่ไม่ได้มาปฏิบัติ ใครจะบาปกว่ากัน
ตอบ เราก็คิดเอาเองว่าใครบาปกว่ากัน ผู้ปฏิบัติเวลาปฏิบัติจะไม่มองหน้ากัน ที่จริงก็เหมือนกับพระที่อยู่ด้วยกัน แต่ไม่ได้คุยกัน คือทำหน้าที่ดูแลจิตตนเอง เฝ้ารักษาจิตตนเอง

เรื่อง พระภิกษุ รักษาจิตเพียงข้อเดียว
    ในสมัยพุทธกาลได้มีลูกเศรษฐีเขามาบวชแล้วปรากฏว่าลูกเศรษฐีเจอกฏระบบระเบียบต่าง ๆ จึงเกิดความกระวนกระวายใจอึดอัดใจ เมื่อบวชครบ ๓ เดือน ร่างกายผอมกระหรองลงจนพระพี่เลี้ยงสงสัยถามว่า ท่านเป็นป่วยเป็นโรคอะไร ได้รับคำตอบว่า ผมมาบวช ผมต้องการพ้นทุกข์อย่างเดียว ผมไม่ได้ตั้งใจมาปฏิบัติตามระเบียบกติกาอะไรมากมาย ศีล ตั้ง๒๒๗ ข้อ เราเห็นหรือไม่แค่ศีล แค่ระเบียบยังทนไม่ไหว จนร่างกายซูบผอม เป็นลูกเศรษฐีเคยอยู่อย่างสุขสบาย พระพี่เลี้ยงก็นำเรื่องไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ถามว่า เธอเป็นอะไรภิกษุ พระภิกษุลูกเศรษฐีตอบว่า ผมต้องการจะพ้นทุกข์ แต่พอมาบวชในพระเชตวันมหาวิหารแล้ว ผมมาเจอระเบียบระบบ ศีล ๒๒๗ ข้อ มันเยอะยุ่งยากไปหมด ผมทำไม่ไหวก็เลยเครียดพระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นเธอว่าอะไรง่ายที่สุดขอบอกให้เธอปฏิบัติ ๑ ข้อ คือให้เธอกลับไปรักษาจิตของเธอ เธอทำได้ไหม ข้อเดียวเท่านั้น พระภิกษุตอบว่า จิตเป็นนาย กายเป็น บ่าว มันสั่งให้ทำทุกอย่างได้ พระภิกษุจึงตอบรับว่าท่านสามารถปฏิบัติได้แต่พระภิกษุหนุ่มหารู้ไม่ว่านั่นแหละคือแก่นแท้ของธรรม การรักษาจิตรู้ว่าจิตต้องการอะไร รู้ว่าจิตโกรธ จิตหลง จิตเกิดโทสะ จิต เกิดโมหะ จิตเกิดปฏิฆะ พอใจหรือไม่พอใจ เราต้องรู้วิธีรักษาจิต โดยต้องสร้างสติเป็นตัวปกป้องกัน เป็นภูมิคุ้มครองจิต สติคือภูมิคุ้มครองทางจิตใจ ถ้าเราไม่มีสติแล้ว ภูมิคุ้มครองจิตใจก็ไม่มี เมื่อสติดีแล้ว มันพัฒนาสูงขึ้น ๆ มันกลายเป็นสติสัมปชัญญะ หากผูกสติอยู่กับฐานที่กาย ด้วยอุบายเทคนิคต่าง ๆ อาทิ ผูกจิตหรือสติดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เรียกว่า อานาปานปัพพะการผูกสติลงที่อิริยาบถใหญ่ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน เรียกว่า อิริยบถปัพพะ หากผูกสติลงที่อิริยาบทย่อย เช่น การกิน การดื่ม การเคี้ยว การตัดเล็บ หวีผม อาบน้ำ การถ่ายอุจจาระ การถ่ายปัสสาวะ เป็นต้น เราเรียกว่า สัมปชัญญปัพพะ หากผูกสติพิจารณาตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไปเบื้องบน ตั้งแต่ปลายผมลงมาเบื้องล่าง มีหนังหุ้มเต็มไปด้วยของไม่สะอาดที่อยู่ในกายนี้พิจารณาตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ลำไล้ น้ำเหลือง เสลด น้ำเลือด เป็นต้น เราเรียกว่า ปฏิกูลปัพพะ ซึ่งเมื่อเรามีสติเช่นนี้แล้ว สติจะคุ้มครองจิตไม่ให้แส่ส่ายไปหาสิ่งภายนอกหรือสิ่งที่มากระทบจิตใจ มันกลายเป็นเกราะป้องกันสกัดสิ่งเลวร้ายไม่ให้เข้ามาสู่ทางใจ นั่นคือตัวสติหน้าที่ของตัวสติมีอานุภาพมากขนาดนั้น สติสามารถพัฒนาได้ มันสามารถป้องกันจิตใจและคุ้มครองจิตได้ เมื่อคุ้มครองได้ ใจก็เป็นสุข พอใจก็เป็นสุขได้ นั่นคือจิตเป็นสมาธิ เราจะเห็นความสว่างไสว ความสงบทางกาย เป็นใจที่บริสุทธิ์ เกิดวิสุทธิศีล เป็นวิสุทธิจิตนั่นคือการพัฒนาทางสติแล้วมาสู่จิต มันเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่เหมือน อิทัปปัจจยตา หมายถึง เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นพัฒนาได้ สิ่งนั้นก็ย่อมเชื่อมโยงต่อกันได้ ถ้ามันพัฒนาไม่ได้ สติไม่มี สัมปชัญญะไม่มา ใจก็คิดว่าจะมีสิ่งคุ้มครองเมื่อไม่มีสิ่งคุ้มครอง จิตก็ตกต่ำ จิตก็คิดไปสู่อกุศลกรรม ซึ่งเราจะมองย้อนกลับกันทันที เขาบอกว่าสิ่งนี้ดี แต่ฉันบอกว่าไม่ดี ใครบอกว่าเป็น ระเบียบ เราบอกว่าไม่เป็นระเบียบ มันจะวุ่นวายใจมากที่สุด เพราะขาดสติ นี่คือวิธีการพัฒนาสติ ทำไมถึงพูดสติมาก เพราะสติเป็นหลักในการดำรงชีวิต เราเดินก้าวย่างไปในท้องถนน หากไม่มีสติ เราอาจไปชนรถเขา หรือเขาชนเราตายได้ ถ้าคนไม่มีสติ หรือคนเสียสติ เขาเอาข้าวใส่ปากได้ไหม มันก็ใส่ไม่เป็น เราเรียกว่าคนบ้า อยากจะร้องเพลงก็ร้อง อยากจะแก้ผ้าก็แก้ผ้า คงต้องไปอยู่โรงพยาบาลศรีธัญญาใส่โซ่ตรวนไว้ มันคือการควบคุมกายที่สื่อไปทางจิต เพื่อไม่ให้ออกไปเผ่นพล่านเท่านั้นเอง การรักษาคนบ้า ไม่ใช่รักษาที่กายแต่รักษาที่จิต โรงพยาบาลต้องให้ยากล่อมประสาทให้หลับ การรักษาเป็นการรักษาจิตไม่ใช่ที่กาย แต่กายกับจิตอาศัยซึ่งกันและกัน พึ่งพาซึ่งกันและกัน รูปอาศัยกาย กายอาศัยรูป นั่นคือสติสัมปชัญญะ และวิธีการพัฒนาสติ ในที่สุดพระลูกชายของเศรษฐีก็เดินยิ้มกลับไปด้วยความสบายใจ เพราะคิดว่าการรักษาจิตนั้นง่ายนิดเดียว แต่พอฝึกเข้าไปแล้วเป็นการหาเหตุผลรักษาใจ อย่างไรก็ตามสุดท้ายก็ได้บรรลุธรรมเป็น พระโสดาบัน เป็นพระอรหันต์ ตามลำดับ เราจะเห็นว่าการรักษาจิตมันง่ายนิดเดียว หากมีจิตสู้ ถ้าใจไม่สู้ มันไม่ได้อะไรเลย

เรื่อง ท่อนซุงที่ลอยน้ำ ติดเกาะแห่งความดี
    ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าทรงเห็นกษัตริย์สั่งให้คนตัดไม้เป็นท่อนซุงทิ้งลงไปในน้ำ พระองค์ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอยังชอบวัฏฏะสงสาร เวลาเธอทำบุญรักษาศีล อธิษฐานขอให้ข้าพเจ้าได้เกิดเป็นเทวดานางฟ้าก็ยังไม่เข้าถึงธรรม มันก็แค่เกิดเป็นเทวดานางฟ้าคนสวย คนรวยนั่นเอง มันยังไม่หลุดพ้น เธอต้องการแบบไหนพอท่อนไม้ลอยไป มีมนุษย์เอาบ้าง เทวาดามาเอาบ้าง คำว่ามนุษย์มาเอาหมายความว่าเราไปติดอยู่กับเพื่อนฝูงเหมือนกับท่อนไม้ที่ลอยไปกลางแม่น้ำไปติดเกาะติดความดี เปรียบเหมือนเราปฏิบัติธรรมในขณะนี้ เรากลัวเขาว่าหยิ่ง หากไม่พูดด้วยเวลาปฏิบัติธรรม ซึ่งความจริงแล้วมันก็สมควรจะหยิ่ง เพราะเวลาปฏิบัติ เราจำเป็นต้องสร้างพลังให้ได้ ต้องทำตัวเราให้ดีก่อน ให้สติคุ้มครองจิตให้ได้เสียก่อนการที่เราไปพูดคุยเจรจากัน นั่นคือการไปติดในบุญ ติดในเพื่อน จิตก็ออกไปข้างนอก จิตก็รั่ว อารมณ์มันจับไม่ได้ จิตก็รั่วไหลไป เหมือนกับท่อนไม้ที่ลอยไปกลางแม่น้ำแล้วไปติดเกาะ คือติดความดีนั่นเอง พระพุทธเจ้าตรัสว่าที่ดีคือกุศลกรรม ที่ไม่ดีคืออกุศลกรรม ให้พิจารณาแล้วปล่อยละวางไป สิ่งที่เราจะไปนั้นมันไกลและดีกว่านี้สิ่งที่ติดตามเกาะแก่งนั้นเขาเรียกว่าดอกไม้ริมทางผู้ปฏิบัติบางคนนั่งภาวนามานานติดในนิมิต ติดในวังวนของความสุข ติดในวังวนในนิมิตนั้น เหมือนกันกับคนฝึกปฏิบัติมโนมยิทธิ พอเห็นนรกสวรรค์ ก็พอใจอยู่แค่นั้นไม่ผ่านไปไหน ก็ได้แค่ดอกไม้ริม ทางเท่านั้นเอง มีผู้ปฏิบัติเขียนถามเหมือนกันว่าวัดไหนสอนให้เห็นนรกสวรรค์ ก็คือวัดท่าซุงของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ใครสนใจไปฝึกได้เลย ส่วนอีกท่อนซุงหนึ่ง ขณะลอยไปในน้ำปรากฏว่าเกิดเน่าไม่มีใครอยากได้ เปรียบเหมือนตัวเราบูดเน่า เราต้องพิจารณาว่าใจมันเน่าไหมในระบบระเบียบที่มีอยู่ เราตั้งใจมาแล้วศรัทธาเกิดขึ้น แต่เราทำให้ใจของเราเน่าหรือไม่ จริง ๆ แล้วระบบระเบียบนั้นไม่เน่า แต่ตัวคนคิดนั่นแหละใจมันเน่า มันจึงไม่ได้อะไร ทำให้อึดอัดเนืองแน่นกระวนกระวายใจ อีกท่อนซุงท่อนหนึ่ง ท่อนซุงท่อนนี้ลอยไปติดตรงไหนจะงอกเงยขึ้นมาเปรียบเหมือนมีกาม คือยังติดสุขอยู่ เช่น เมื่อนั่งสบาย นั่งไปง่วงเหงาหาวนอนไป ปวดขา ปวดแข้ง ก็ลุกไปชงโอวัลตินชงกาแฟสักหน่อย อาการปวดเมื่อยก็คลายไป นั่นแหละมันจะไม่ได้ อะไร หรืออาจจะได้เหมือนกัน แต่มันไม่ได้ถึงแก่น ไม่ได้สัมผัสรสชาติทรมาน ไม่ได้สัมผัสรสชาติที่มันอร่อย รสที่เป็นอมตะคือรสแห่งธรรม วิสุทธิธรรม คือ รสสูงสุด เป็นความสุขทางธรรม เราก็ไม่ได้ความสุขทางโลกก็ไม่ได้ เราหาไม่เจอ เพราะใจมันเน่าเสียก่อนอีกท่อนซุงท่อนหนึ่งที่ลอยไปในน้ำ ไม่ติดทั้งเกาะแกง่ ไม่ติดทั้งคน ไม่ติดทั้งเทวาดา ถ้ามันลอยไปนานๆ มันออกไปสู่ท้องทะเลได้ จิตก็เช่นกัน หากไม่ติดกับสิ่งเหล่านี้ มันจะออกไปสูงสุดไปสู่สุขสงบได้ เช่นเดียวกับท่อนซุงที่ลอยอยู่กลางท้องทะเลมหาสมุทรใหญ่ พร้อมจะท่องเที่ยวทุกแห่งหนตามความตั้งใจปรารถนาไว้ นั่นคือนิพพาน มหาสมุทรยิ่งใหญ่ ยิ่งเย็น ยิ่งลึก ดังกล่าว ฉันใดก็ฉันนั้น จิตมนุษย์ก็เช่นกัน ถ้าติดเกาะแก่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งภาษาพระ เราเรียกว่า ปลิโภธ หมายถึง เครื่องผูกพันหรือหน่วงเหนี่ยว หรือความกังวลต่าง ๆ เช่น ติดที่อยู่ ติดตระกูล ติดปัจจัยสี่ เป็นต้น การที่เรามาปฏิบัติกัน นี้ก็เช่นกันบางคนอาจติดยศถาบรรดาศักดิ์ ติดว่าฉันเป็นคนร่ำรวยเป็นคหบดีจะมาทำอย่างนี้ไม่ได้ เมื่อมีปลิโพธ ก็จะทำให้การปฏิบัติก้าวหน้าได้ยาก ฉะนั้นเราพึงพิจารณาว่าสุดท้ายก็ตายในโลงเน่าเหมือนกันทั้งนั้นมันคือสังขารร่างกาย จิตใจเท่านั้นคือสิ่งที่เหนือกว่ากัน นั่นคือการหลุดพ้น เราพิจารณาเอาเองว่าจะเลือกเป็นท่อนซุงท่อนไหนดี

คำถาม การสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา คืออะไร
ตอบ การสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา เป็นธรรมชาติ ของบุคคลมีจิตใจอ่อนแออยู่ ถ้าเข้าใจวิถีธรรมชาติของชีวิต ในอดีตก่อนพุทธกาลมีการสะเดาะเคราะห์ เมื่อถึงวัยอายุมาก เพื่อทำให้เกิดสิริมงคลคำว่าเกิดสิริมงคลนี้ การสมาทานศีล ๘ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม รู้การเคลื่อนไหวกาย รู้การเคลื่อนไหวจิต นี่คือการสร้างมงคลให้สูงสุดในครั้งพุทธกาลมีคนไปถามพระพุทธเจ้าว่าอะไรคือมงคลสูงสุด ถามกันโกลาหลวุ่นวายมาก นักปราชญ์มหาบัณฑิตในยุคนั้น ก็บอกว่าทำอย่างนั้นทำอย่างนี้เป็นมงคลบ้าง จึงไปถามพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงตอบว่า มงคล ๓๘ เป็นมงคลสูงสุด เริ่มจากมงคลที่ดีที่สุด คือ ๑ ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต ชี้ขุมทรัพย์ให้แก่เรา ส่วนคบคนพาล ชี้ทางไปนรกให้แก่เรา คือความทุกข์ให้แก่เรา บางทีเขายุยงให้เราทำเรื่องไม่ดี สุดท้ายเราก็รับทุกข์ สามีภรรยาก็เช่นกัน เจอกันใหม่ ๆก็รักชอบกันอย่างดี พออยู่กันไป ชักจะคร่ำครึ เหม็นขี้หน้ากัน เพราะอยู่ด้วยกัน โดยไม่ได้พึ่งพากันเป็นทาสกัน ถ้าอยู่กันเป็นเพื่อนมีความสุขสบาย ต่อสู้ด้วยกันได้นั่นคือวิธีการทางจิต การสะเดาะเคราะห์ก็เช่นกัน เราต้องรู้ว่าอะไรคือเคราะห์ เราสร้างขึ้นหรือมันเกิดขึ้นเอง เราต้องระมัดระวัง การสะเดาะเคราะห์นั้นเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ให้กำลังใจตนเอง พระไม่รู้จะทำอะไรก็ให้กำลังใจด้วยวิธีนี้

การสวดมนต์...นำจิตไปสู่ความสงบ
    ในสมัยพุทธกาลไม่มีการสวดมนต์สาธยาย มีแต่การกล่าวคำสัมโมทนียกถา คือแสดงให้เข้าใจ ชี้แจงเหตุและผล พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีเหตุมีผล และเป็นเหตุผลที่เหนือกว่าอวัยวะที่สืบทอดต่อ บางครั้งเหตุผลเหนือเหตุผลที่ระบบประสาทสัมผัสทางตาหูได้ยิน ตาเห็นรูป นอกเหนือจากสิ่งนี้มันไกลกว่า ที่จะใช้สื่อตัวเดียวพระพุทธเจ้าตรัสว่า ในอากาศมีเชื้อโรคอยู่มากมายก่ายกอง มีทั้งธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา แต่เรามองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ ในที่ สุดก็มีบุคคลที่ฉลาดที่สามารถค้นพบได้ โดยสามารถทำกล้องจุลทรรศน์ส่องดูว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องจริง จึงยอมรับกันมาเท่านั้นเองระบบทางจิตก็เช่นกัน การสะเดาะเคราะห์ที่ดี คือการสวดมนต์ไหว้พระ เราตั้งใจปฏิบัติบ่อย ๆ ที่บ้าน โดยไม่ให้จิตวอกแวก ไม่ใช่ว่าเมื่อได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยแล้วก็เกิดอาการตกใจ การสะเดาะเคราะห์จะไม่เกิดประโยชน์อะไร เราสวดมนต์ให้มันขึ้นใจ สวดให้มันมีสมาธิอย่างที่เขาเรียกสวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน คือสวดมนต์เป็นบทเรียนนำไปสู่ความสงบทางจิต เมื่อสวดแล้วจิตสงบเข้าสู่สมาธิขั้นต้น พอมันเป็นสมาธิแล้ว จิตก็นิ่ง พอจิตมันนิ่ง มันก็มีพลังพอจิตมีพลังแล้ว มันก็มีสิ่งที่ต้องขจัด สิ่งไหนไม่ดีมันต้องขจัดออกไปการที่จิตมันใส จิตมันประภัสสรคือบริสุทธิ์ แต่หากจิตมันขุ่นมัว เพราะเรามาฉาบทากิเลส เหมือนกระจกเงา เมื่อเราทาแป้งทุกเช้าทุกเย็น ทาไปก็ปลิวไปเกาะกระจกเงา พอนานเข้าก็ทึบมืดมองไม่เห็นเราก็ต้องเอามาขัดและมาถูออก กระจกนั้นจึงจะสว่าง มองเห็นตัวเราเอง จิตก็เช่นกันมันถูกฉาบทาสารพัดเรื่องตั้งแต่เกิดจนมาถึงปัจจุบันนี้ มันฉาบทามาก มันก็มืดมน ในที่สุดมันก็มองไม่เห็นตัว จึงกลายเป็นมัจจุราชที่มองไม่เห็นตัว มันจะคอยงาบและคอยแทะกินตัวเราอยู่ตลอดเวลา นั่นคือการสะเดาะเคราะห์ที่ถูกวิธี

คำถาม เราจำเป็นต้องเชื่อเรื่องอดีตชาติ หรือไม่
ตอบ พระพุทธเจ้าให้มองปัจจุบัน เราจะเชื่อหรือไม่ มันไม่สำคัญ ให้รักษาปัจจุบันให้ดีที่สุด ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดของความเป็นมนุษย์ ในเรื่องภพชาติเป็นเรื่องหนึ่งที่มันห่างไกล ถ้าอยากรู้เรื่องภพชาติ ต้องเข้าถึงฌาน ตั้งแต่ฌาน ๑-๒-๓-๔ เห็นด้วยตาเนื้อตาใน คือตาที่ ๓ การเห็นด้วยตาที่ ๓ เราจะขจัดความสงสัยทั้งหมด คือการสร้างวิชาขึ้นมา วิชาคือความรู้พระพุทธเจ้าทรงบอกว่ารู้แจ้ง เห็นแจ้ง พระองค์ไม่ได้พูดถึงการเห็นจริง อย่างเรารู้ว่าพองยุบ ตาในของเราเห็นด้วย นั่นแหละรู้เห็นรู้แจ้งคือเห็นทุกสภาวะการเกิด การดับ รู้ว่าสัตว์ไปเกิดเป็นอะไร รู้ ชัดเจน คือรู้ทั้งเห็น ทั้งรู้ ทั้งเข้าใจ นั่นคือรู้ทางพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่รู้ด้วยการคิดการนึกรู้นั้น ถ้าคิดรู้ก็เหมือนทฤษฎีมากมายที่ถกเถียงกันไม่จบ ไม่ใช่ทฤษฎีที่บริบูรณ์ ทฤษฎีที่ถกเถียงทดลองจนจบ นั่นคือทฤษฎีที่บริบูรณ์ ฉะนั้นทฤษฎีทางพุทธเป็นทฤษฎีที่ทดสอบได้ด้วยตนเอง แล้วคนอื่นทำตามได้ไหม ตอบว่าได้ การสำเร็จเป็นพระอรหันต์มีมากมาย คนอื่นทำซ้ำทำตามแบบสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้เช่นกัน

เรื่อง สุภัททปริพาชก โลกธาตุนี้ไม่ว่างเว้นจากความเป็นพุทธะ
    ครั้งหนึ่งก่อนที่พระพุทธเจ้าจะดับขันธปรินิพพาน พระองค์ทรงบรรทมอยู่ระหว่างต้นสาละคู่ในเมืองกุสินารา มีปริพาชกนามว่าสุภัททะ ทราบข่าวว่าพระองค์จะปรินิพพาน จึงปรารถนาเข้าเฝ้าเพื่อทูลถามข้อข้องใจ พระอานนท์ทรงห้ามไว้ แต่พระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตให้สุภัททปริพาชกเข้าเฝ้า ขณะที่สุภัททปริพาชกถามว่า ในโลกธาตุนี้เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้วใครจะเป็นตัวแทน และสงสัยว่าจะมีพระอรหันต์อยู่ในโลกธาตุนี้หรือไม่ พระองค์ตรัสและแสดงธรรมความว่า ตราบใดที่สาวกของพระองค์ ปฏิบัติตามอริยมรรค ๘ประการอยู่อย่างถูกต้อง โลกธาตุนี้ไม่ว่างเว้นความเป็นพุทธะ หรือพระอรหันต์ เมื่อสุภัททปริพาชกได้สดับฟังเช่นนั้นแล้วจิตเลื่อมใส จึงทูลขออุปสมบทและบรรลุอรหัตตผลในราตรีนั้น นับเป็นพุทธสาวกองค์สุดท้ายที่ได้เป็นพระอรหันต์ทันพระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้า นั่นคือเป็นที่ยืนยันว่าคนที่ปฏิบัติตามอริยมรรคองค์ ๘ ประการ อยู่เนือง ๆ ไม่ว่าพระหรือฆราวาสก็สามารถบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ได้เช่นกัน ฉะนั้นให้เราทำในชีวิตปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่ใช่ชีวิตหลังตาย นั่นคือคำยืนยันของพระพุทธเจ้าจะเชื่อหรือไม่ ให้ผู้ปฏิบัติไปอ่านพระไตรปิฎกก็ได้ ไม่ให้เชื่อที่อาตมาพูด ส่วนเรื่องภพชาติอยากศึกษาเรื่องพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ ไปศึกษาเอาเอง ไม่ต้องเสียเวลามาคิด ไปอ่านเอาเอง หากปฏิบัติให้ได้ฌาน ก็จะรู้เองว่ามันเป็นไปอย่างไร รู้ว่าสัตว์แต่ละจำพวกมีสภาวะเป็นอย่างไรจิตไปเกิดที่ไหน ถ้าพูดเรื่องการตายอาตมาไม่อยากจะพูดลึกไปเท่าไรหรอก แต่จะขอกล่าวเพียงย่อ ๆ ให้ได้ฟัง เพื่อช่วยไขข้อข้องใจของผู้ปฏิบัติสักหน่อย

สภาวจิตใกล้ดับ : จิตคนใกล้ตาย
    จิตของเราจะดับได้ ลักษณะคือสภาวจิตจะดับหรือตายลักษณะของกายจะไม่มีพลัง แรงงานทางกายจะไม่มีอุณหภูมิ จะเย็นยะเยือกไปทั้งตัว พอเย็นยะเยือกไปทั้งตัวอาการสภาวะที่จะยกมือขึ้นมา มันยกไม่ได้ มันเหมือนร่างกายมีแต่เนื้อ ร่างกายของเรามีน้ำซึมออกมาเป็นน้ำเหนียวเรียกว่ายางตาย ผุดออกมา ใจสั่นหวิว ตกลงมาทันทีระยะเข้าสู่ลิ้นปี่ ขึ้นมาที่คอ และลงไปที่ลิ้นปี่ เข้าสู่หัวใจเงียบกริบเหมือนเข็มมาแทงครั้งเดียวแป๊บลงไป จิตจะลอยลงไปข้างล่าง ลงไปจุดสุดท้ายใต้ท้องน้อย ขยับจากท้องน้อยเรียกว่าจุดปราณ ปราณตรงที่เราคู้อยู่ในท้องของมารดา ถ้าผู้ปฏิบัติเป็นผู้หญิงจะรู้จักดี อาตมาเป็นพระ แค่พูดตามนี้ เราไม่สามารถพูดได้หรืออ้าปากได้ เพราะสภาวะนั้นอุณหภูมิในร่างกายเย็นเป็นน้ำหมดซึ่งตรงนี้ถ้าเรารู้สึกตกใจ จิตจะขาดช่วงนั้น แต่ถ้ามีสติคอยควบคุมหรือคอยดูอยู่ เราจะเห็นจิตแวบขึ้นมา ขยับขึ้นมาที่ลิ้นปี่ ขณะนี้ถ้าถามว่าตายหรือยัง ตอบว่ายังไม่ตาย แต่สภาวะทางกาย หรือจิตกับกายอุตุ พลังงานตรงนั้นหมดไป ขยับเขยื้อนไม่ได้ อุตุพลังงานในร่างกายมันอ่อน ร่างกายมีอุณหภูมิต่ำสุด ถ้าเราคอยสังเกต จะรู้ว่าจิตจะยกขึ้น และแวบขึ้นมาเหมือนกับเราจุดแสงไฟขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง จิตมันต่อขึ้นมา เพราะจะใช้คำว่าขณะจิตเหมือนกับคนที่จะมาเกิด คือเรามาเกิดจากหยดน้ำหยดเดียว เหมือนกับเขาเอาขนจามจุรีจุ่มไปในน้ำมะนาวสลัดไป ๗ ครั้ง อย่างเบาที่สุดยังเหลืออยู่หยดเดียวนั่นแหละ คือตัวชีวิต ที่เรามาเกิด

คตินิมิตก่อนตาย : วิถีทางแห่งความตาย
    ถ้าคนตายคือตัวสภาวะมาอยู่ที่ลิ้นปี่ ในกรณีที่ยังไม่ตาย แต่กระเปาะลมแตก ปากเผยอ เจตภูตออกจากกายไปแล้วนั้นคือตายเช่นกัน เจตภูตตัวนี้ไปไหน ก็ไปสู่กายใหม่ ไปสู่รูปลักษณ์ขันธ์ ๕ ใหม่ ขึ้นอยู่ที่บุญและกรรมที่เราทำมา มันจะส่องเราไปทางไหน มันจะมีไฟฉายส่องเราหรือเปล่า มันอยู่ที่บุญและกรรมที่ทำในปัจจุบันนี้เราคงเคยได้ยินคนโบราณบอกว่า เมื่อบิดามารดาหรือญาติของเรา นอนป่วยอยู่โรงพยาบาลใกล้จะตายให้เขาภาวนา พุทโธ อะระหังแต่บางคนภาวนา พุทโธ อะระหัง ไม่ได้ เพราะมันไม่เคยชิน เขาจะเห็นเรื่องไม่ดีที่ตนเองทำไว้ ท่านเรียกว่าเป็นคตินิมิต บางทีความรู้สึกมีนิมิตเกิดขึ้น บางทีมีการเห็นลาง ๆ ว่าใครจะมาทำอะไรบ้าง บางทีเห็นว่าตนเองไปทำอะไรเขาไว้บ้าง มันปรากฏมาให้เห็นเป็นนิมิต บางครั้งทำให้รู้สึกตกใจกลัว เราสังเกตดูว่าคนแต่ละคนตายไม่เหมือนกัน บางคนตายด้วยความสงบนิ่ง เหมือนคนที่มีสติตาย เตรียมพร้อมที่จะตายบางคนตายไปน้ำลายฟูมปาก กำมือแน่น ปากบิดเบี้ยว ตาถลนออกมาเพราะผวาตาย หากถามว่าคนนี้ตายแล้วไปไหน ตอบว่าทุคติเป็นที่ไปเหมือนเรามีใบผ่านทางเดินทางมาในโลกนี้ พอใบผ่านทางหมดอายุก็กลายเป็นคนร่อนเร่ไป

บาปบุญ...นำทางไปสู่ภพหน้า
    มนุษย์ภูมิเช่นเดียวกัน ถ้าไม่ประมาทก็รีบขวนขวายสร้างบุญสร้างกุศลคุณงามความดี บุญกุศลสร้างได้หลายทาง หากช่วยเหลือคนก็เป็นบุญกุศล เมื่อช่วยแล้วเขาแล้วก็ให้เขาได้ดี เราจะแช่งเขาไม่ได้จะไม่ได้บุญ เราต้องช่วยด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ เรียกว่าพุทธวิธี สภาวจิตเมื่อเจตภูมิ จิตไปเกิดนั้นขึ้นอยู่กับบุญที่กระทำไว้ ใครจะมาช่วยก็ไม่ได้ ดั่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ, โก หิ นาโถ ปโรสิยา คือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เราจะทำอะไรขึ้นอยู่กับตัวเรา ปุญฺญานิโลกสฺมึ ปชฺโชโต, ปุญฺญานิ ปานิโน โหติ ปานินนฺติ บาปบุญนี้เราสะสมไว้ แล้วบุญนี้จะนำไปสู่โลกหน้า พระองค์ท่านก็ไม่ได้พยากรณ์ แต่ชี้บอกเป็นนัยยะไป

เรื่อง เศรษฐีโตเทยยพราหมณ์ ผู้ตระหนี่และขวางบุญผู้อื่น
    ในสมัยพุทธกาลมีเรื่องเล่าว่าไม่ไกลจากเมืองสาวัตถี มีเศรษฐีชื่อว่า โตเทยยะ เขามีทรัพย์สมบัติประมาณ ๔๕ โกฏิ เป็นมหาเศรษฐีร่ำรวยเงินทองมาก แต่เป็นคนตระหนี่เป็นอย่างยิ่ง เขาคิดว่า ชื่อว่าความไม่สิ้นเปลืองแห่งโภคสมบัติ ย่อมไม่มีแก่ผู้ให้ เขาเป็นคนที่คอยขวางบุญของผู้อื่น เมื่อพระพุทธเจ้าบิณฑบาตผ่านเส้นทางออกจากวัดพระเชตวันมหาวิหาร เศรษฐีโตเทยยพราหมณ์ มานั่งตั้งวงเหล้ากินขวางหน้า จะปิดทางไม่ให้พระพุทธเจ้าผ่านทางนั้น ในสมัยโบราณเราคงเคยได้ยินว่าหากสามีภรรยาทะเลาะกันเมื่อพระจะบิณฑบาตก็หยุดทะเลาะเพราะอยู่ต่อหน้าพระ แต่พอพระเดินผ่านก็ทะเลาะกันอีกยกที่ ๒ นั่นคือเขาเกิดความละอาย ในกาลต่อมาเศรษฐีโตเทยยพราหมณ์ก็ตาย เมื่อตายไปก็เกิดไปเป็นสุนัขอยู่ในเรือนนั้นเอง ซึ่งสุภมาณพ ผู้เป็นบุตรรักสุนัขตัวนี้มาก ให้กินอาหารเหมือนกับตน อุ้มนอนบนที่นอนอย่างดี เช้าวันหนึ่งก่อนที่พระพุทธเจ้าออกไปบิณฑบาต พระองค์ทรงนั่งสมาธิประมาณตี ๓ ถึง ตี ๕ ทรงตรวจดูว่าใครจะอยู่ในขอบข่ายที่จะไปโปรดเรียกว่าโปรดสัตว์ หรือชีวิตคนใดที่พอจะโปรดได้บ้างท่านเรียกว่าบิณฑบาตโปรดสัตว์ ทุกวันนี้พระบิณฑบาตโปรดตนเองเพราะกลัวไม่ได้ข้าวมาฉันพอพระพุทธเจ้าไปบิณฑบาตเจอสุนัขมาเห่า พระพุทธเจ้ารู้ว่าสุนัขตัวนี้เป็นใครมาก่อนด้วยจักษุญาณเป็นสัมมาสัมโพธิญาณ รู้ว่าสุนัขตัวนี้เป็นใครมาเกิดพระองค์ตรัสว่า ดูก่อนโตเทยยพราหมณ์ขณะที่เธอเป็นสัตว์เดรัจฉาน เธอยังมาเห่าหอนขวางทางผู้อื่นหรือ แม้เธอชาติเป็นมนุษย์เธอไม่ได้ทำบุญสุนทาน เธอปิดเส้นทางกั้นพระโพธิสมภารของผู้อื่นที่จะรู้ ขณะนี้ทำไมเธอยังไม่เปลี่ยน บัดนี้เธอก็เห่าเรา จักไปอเวจีมหานรก เมื่อสุนัขได้ฟังเช่นนั้นจึงวิ่งกลับเข้าไปในบ้านตนเอง โดยปกตินอนบนที่นอนอย่างดี แต่วันนี้ไปบนขี้เถ้าระหว่างเตาไฟ ไม่มีใครสามารถอุ้มไปนอนบนที่นอนได้เมื่อ สุภมาณพ นำอาหารมาให้มันกิน มันก็ไม่กิน เพราะมันตรอมใจ คิดว่าชาตินี้ ไม่มีใครรู้ว่าฉันเป็นสุนัข พอมีคนรู้ว่ามันเป็นสุนัขมันก็ละอายใจ ความลับแตก สุดท้ายลูกชายคือสุภมาณพไปถามคนใช้ว่าสุนัขมันป่วยไข้เป็นโรคอะไร คนใช้บอกว่าเมื่อวานพระสมณโคดมมาบิณฑบาต และพูดกับสุนัขว่าอย่างนี้ เมื่อได้ฟังเช่นนั้น สุภมาณพ รู้สึกโกรธขึ้นมาทันทีว่า ทำไมมาดูถูกว่าบิดาของเราเป็นสุนัขได้อย่างไร บิดาของเราบังเกิดในพรหมโลก จึงไปที่พระเชตวันมหาวิหาร ตั้งหน้าตั้งตาจะท้วงติงพระพุทธเจ้าพอไปถึงเห็นพระภิกษุนั่งสงบเงียบทำกรรมฐานอยู่พระพุทธเจ้าประทับนั่งตรงกลาง จึงคลานเข้าไปทูลถามว่า พระสมณโคดม เมื่อวานพระองค์ตรัสว่าสุนัขเป็นเศรษฐีโตเทยยพราหมณ์บิดาของเราใช่ไหม พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ถูกต้องแล้ว เรากล่าวอย่างนั้นจริง สุภมาณพ ถามต่อว่า จะพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าสุนัขตัวนี้เป็นบิดาของเรา หากพิสูจน์ได้เราจะอุปถัมภ์ศาสนาต่อไปจนสิ้นชีวิต พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนสุภมาณพ ทรัพย์ที่บิดาของเจ้ายังไม่ได้บอกมีอีกไหม สุภมาณพ ตอบว่า หมวกทองคำมีค่าหนึ่งแสนรองเท้าทองคำมีค่าหนึ่งแสน ถาดทองคำมีค่าหนึ่งแสนกหาปณะ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอเอาสุนัขไปอาบน้ำทำให้อย่างดี เอาอาหารที่ดีที่สุดให้สุนัขกินคือข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยแล้วอุ้มไปนอนบนที่นอนอย่างดี แล้วให้พูดกับสุนัขว่าพ่อสุนัขจ๋ากินอาหารแล้วนอนหลับ คอยนั่งเฝ้าสุนัขอยู่ ขณะที่สุนัขพลิกตัวข้างหนึ่งเธอนั่งเฝ้าก่อน ถ้าสุนัขพลิกตัวครั้งที่ ๒ เธอเข้าไปกระซิบข้างหูว่าพ่อ ๆ โตเทยยพราหมณ์ ทรัพย์ที่พ่อฝังซ่อนไว้ที่ไหน ให้กระซิบอย่างนี้ สุภมาณพก็ได้ทำตามที่พระพุทธเจ้าตรัสแนะนำว่าเอาอาหารดีให้สุนัขกินให้นอนสบาย ปูผ้าให้นอน นั่งเฝ้าอยู่ห่าง ๆ จนสุนัขพลิกตัวครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ ก็กระซิบถามตามพระพุทธเจ้าทรงแนะนำเท่านั้นแหละ สุนัขโตเทยยพราหมณ์วิ่งไปใต้ถุนบ้าน เอาขาหน้าทั้ง ๒ ข้างตะกุยพื้นดิน สุภมาณพได้ให้คนใช้ขุดพื้นดินต่อ ปรากฏว่าก็เจอทรัพย์สินเงินทองที่พ่อได้ซ่อนไว้ จึงกลับมากราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเรื่องดังกล่าวจริงหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าจริงหรือไม่ก็ให้ดูว่าภายใน ๗ วันสุนัขจะตาย เมื่อสุนัขตายไปแล้วมาเข้าฝันลูกชายว่าพ่อได้ไปเกิดเป็นเทวดา แค่ลูกทำบุญให้นิดเดียว มันสามารถลดบ่วงทางจิตใจ จนสามารถไปเกิดตามในภพภูมิอื่น โดยไม่ต้องมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แค่นิดเดียวเท่านั้นเอง

ทำไมคนเราจึงเกิดมาแตกต่างกัน
    เมื่อ สุภมาณพก็ได้พิสูจน์แล้ว จึงเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ไปทูลถามปัญหา ๑๔ ข้อ เรื่องกฎแห่งกรรม เมื่อจบปัญหา เขาขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสรณะ ท่านกล่าวความข้อนั้น หมายถึงสุภมาณพโตเทยยบุตร จึงถามพระพุทธเจ้าด้วยความสงสัยว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้มนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้ปรากฏความเลวและความประณีต คนและสัตว์นั้นตายแล้วไปเกิดที่ไหน บางคนเกิดมาอายุยืนบางคนเกิดมาอายุสั้น บางคนเกิดมามีโรคมาก บางคนเกิดมามีโรคน้อยบางคนเกิดมาผิวคล้ำดำ เกิดมาผิวพรรณสวยขาว บางคนเกิดมามีโภคะน้อย บางคนเกิดมามีโภคะมาก บางคนเกิดมาในตระกูลร่ำรวย บางคนเกิดมาในตระกูลต่ำ บางคนเกิดมาปัญญามาก บางคนเกิดมามีปัญญาน้อย เป็นต้น มนุษย์ในโลกนี้เกิดมาต่างกันเพราะอะไร พระพุทธเจ้าเรียกว่ากรรม เนื่องจากสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีต ในที่นี้จะขอพูดเรื่องกรรมนี้ เพราะพูดแล้วมันยาวจะไม่จบขอพูดในโอกาสต่อไป

คำถาม เวลานั่งสมาธิคนเดียวตอนกลางคืน บางครั้งได้ยินเสียงมากระทบทำให้ตกใจมาก
ตอบ แสดงว่ากลัวหรือเปล่า ต้องระวังการเปิดปิดประตูถ้าจิตผู้มีสมาธิ จิตมันจะละเอียด ถ้าขาดสติแล้ว พอมีอะไรมากระทบเข้า มันจะตกใจ กลายเป็นโรคหัวใจได้ นั่งอยู่ในป่า พอใบไม้ตกปุ๊บก็ตกใจเหมือนไฟฟ้าซ็อตทันที นั่นคือมันเข้าขั้วหัวใจ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้มีสติอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะทำอะไร ไม่ใช่นั่งสมาธิแล้วใจลอยโดยไม่ได้กำหนดอะไร หากเป็นเช่นนั้นคือตัวอันตราย เขาเรียกว่าสติแตก มันผิดวิธี ถ้าทำถูกวิธีก็ไม่มีปัญหา ยกตัวอย่างว่าบางคนกำหนดได้ละเอียดดี สติอยู่กับตัวตลอด บางคนนั่งไปเคลิ้มจนลืมสติ การที่เอาหัวแม่มือจดกันเวลานั่งสมาธิ เป็นการตรวจสอบตนเองไปในตัวเพราะถ้าหัวแม่มือแยกออกจากกัน แสดงว่าเราขาดสตินั่นเอง

คำถาม เวลานั่งแผ่เมตตาให้พ่อแม่เอ่ยชื่อแต่ละคน แล้วมีสมาธิเกิดปีติ น้ำตาไหล
ตอบ เป็นเรื่องธรรมดา และเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีอะไรเสียหาย คนเกิดความปีติ เกิดจากการนึกเห็นหน้ากันเอง นึกเห็นสภาวะสภาพอยู่ร่วมกันมา น้ำตามันไหลโดยอัตโนมัติ เมื่อพ่อแม่ของเราตายซึ่งความจริงแล้วคิดว่าไม่เศร้าหรอก แต่น้ำตาไหลออกมาเหมือนทำนบแตก มันกลั้นไม่ได้ เป็นธรรมชาติของสภาวจิต ไม่มีอะไรมาบังคับบัญชาได้ ฉะนั้นสิ่งที่แก้ไข คือการหายใจออกลึก ๆ ยาว ๆ ไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ให้ทำสัก ๒-๓ ครั้ง อาการดังกล่าวก็หายไปเองการแผ่เมตตาจะถึงผู้รับหรือไม่นั้น มันขึ้นอยู่กับเราทำจิตใจให้บริสุทธิ์หรือไม่ การแผ่เมตตาสามารถทำให้ได้ทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต

คำถาม ตาเห็นพื้นเป็นสีเขียวใบไม้อ่อนเวลาเดินจงกรมเมื่อเพ่งมองไป ยิ่งเขียวสดๆเหมือนใยไม้ เป็นการเห็นโดยสภาวธรรมหรือไม่
ตอบ การเห็นสภาวธรรมนี้ ผู้ปฏิบัติเห็นเป็นสภาวะภายนอกหรือจักษุประสาทหรือเปล่า ทางประสาทตาหรือไม่ ตาลายหรือไม่ หรือสภาวะถ่ายเทของจิต เป็นสภาวจิต หรือบางทีตาลายเพราะเกิดจากแสงไฟ เราต้องดูให้ดีอีกนิดหนึ่ง ถ้าเห็นสภาวะเกิดขึ้น เมื่อเราเห็นปุ๊บ เช่น เห็นคน ๆ นี้นั่งอยู่เขียวเหมือนใบไม้ นั้นเป็นสภาวจิต แต่ให้กำหนดรู้ เขามีหน้าที่แสดงให้เราดู เรามีหน้าที่ดูเท่านั้น โดยไม่ต้องปรุงแต่งทางจิต

คำถาม การกำหนดลมหายใจที่ปลายจมูกแล้วผลจะเป็นอย่างไร
ตอบ การกำหนดสติหรือการกำหนดอานาปานสติ คำถามนี้ถามกันบ่อยมาก หากอยากรู้ว่าได้ผลหรือไม่ กำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออกนี้ เราดูลมหายใจว่าหนักหรือเบา มันละเอียดหรือหยาบแค่ไหน มันร้อนหรือเย็นแค่ไหน ตรงนี้คือสภาวะที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสลมโดยอานาปานสติถ้ารู้ลมหายใจได้ละเอียดเป็นขณะ ๆ แล้วให้พิจารณาต่อไปว่าลมที่หายใจเข้า ลมที่หายใจออกมันเป็นอันเดียวกันหรือคนละอันลมหายใจสั้นหรือมันยาวต่างกัน จุดของลมเกิดขึ้นตรงไหน ดูแหล่งกำเนิดของลม ลมเกิดจากตรงไหน แหล่งสุดท้ายของลมมันหยุดตรง ไหน นั่นคือการฝึกอานาปานสติ กำหนดที่ปลายจมูก นี่คือวิธีการพื้นฐานเบื้องต้น ขั้นที่ ๒ คืออาการตามลมเข้า ตามลมเข้าออก ส่วนขั้นที่ ๓ คือตามลมตรงไหน หรือช่องไหน การยกจิตเข้าสู่วิปัสสนาเท่านั้น นี่คือวิธีการกำหนดลมที่ปลายจมูก ถ้าไม่มีสติก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่มีสติ เราก็ไม่ต้องกำหนดอย่างอื่นอีกต่อไปแล้ว

คำถาม มีปัญหาทุกครั้งเวลานั่งสมาธิคือจับลมหายใจไม่ทันถึง ๑๐ นาที สติก็หลุด ไม่รับรู้อะไรเลย มันรู้สึกเฉย ๆ บางครั้งก็เหมือนหลับไป เมื่อหลับแล้ว ยังฝันจนจับต้นชนปลายไม่ได้ จะแก้ไขอย่างไร
ตอบ แสดงว่าจิตวุ่น จิตวิตกกังวล เราต้องพยายามขจัดความวิตกกังวลออกไปเสียก่อน พยายามกำหนดดัง ๆ ในใจว่า พองหนอ ยุบหนอ ให้ก้องในใจของเรา ถ้าไม่ไหวให้ลุกออกไปสูดลมหายใจเข้าออกแรง ๆ สัก ๓-๔ ครั้ง หรือถ้าไม่หยุดก็กลั้นลมโดยปิดจมูก ปิดหูไว้ นับ ๒๐ วินาที แล้วก็ค่อย ๆ หายใจออกมา และลองผ่อนลมหายใจเข้าออก จะได้รู้ว่าสติมาดีแล้ว สติจะได้ไม่วุ่นวายและวิตกกังวลใจ

คำถาม เราจะทราบได้อย่างไรว่าสภาวธรรมเกิดขึ้น
ตอบ ถ้าสภาวธรรมเกิดขึ้นขณะภาวนา คือการเห็นอาการพองนั้น เราจะไม่เห็นอาการพองตรงที่เนื้อท้องข้างนอก แต่เห็นอาการพองตรงเนื้อท้องข้างใน สภาวะจะเกิดลักษณะอาการต่าง ๆ บางทีเกิดอาการคลื่นไส้ แต่มันไม่ออกมา บางทีสภาวะท้องพอง เหมือนกับท้องมันจะระเบิด นั่นคือสภาวธรรม บางทีนั่งแล้วรู้สึกตัวสูงยาวเหมือนเปรต ถ้ามีสติก็ไม่มีปัญหา บางทีเหมือนตัวเล็กนิดเดียวหลุดไปในแผ่นดิน นั่นคือสภาวธรรม แต่จิตของเราเป็นอย่างไร จิตของเรารับรู้ตลอดเวลาว่าร้อน อ่อน แข็ง บางทีเวลานั่งฟังพระเทศน์ บางคนคิดว่าตัวเองเทศน์เก่งกว่าพระอาจารย์เสียอีก พระอาจารย์เทศน์ไม่เข้าเรื่องเลย นั่นคือสภาวธรรมเป็นไปคนละเรื่อง มันเป็น การปรุงแต่งไป

คำถาม เวลาเดินแล้วง่วงนอนมาก แต่พอเวลานั่งสมาธิแล้วจะรู้สึกสดชื่น สภาวะนี้เป็นอย่างไร
ตอบ ดี แต่ต้องปรับให้สมดุลหน่อย ในการเดินจงกรมนั้นการยืนกำหนดภาวนา หรือการนั่งสมาธิภาวนา ก็สามารถเห็นนิมิตได้ทั้ง ๔ อิริยาบถ คือ ยืน นั่ง เดิน นอน โดยเรามีสติควบคุม แต่การที่ผู้ปฏิบัติคนนี้เดินแล้วง่วง นั่งแล้วสดชื่น ก็ต้องปรับอินทรีย์ให้เกิดความสมดุลกัน

 

ภิกษุทั้งหลาย เธอยังชอบวัฏฏะสงสาร เวลาเธอ ทำบุญรักษาศีล อธิษฐานขอให้ข้าพเจ้าได้เกิดเป็น เทวดานางฟ้าก็ยังไม่เข้าถึงธรรม มันก็แค่เกิดเป็น เทวดานางฟ้า คนสวย คนรวยนั่นเอง มันยังไม่หลุด พ้น เธอต้องการแบบไหน พอท่อนไม้ลอยไป มีมนุษย์ เอาบ้าง เทวาดามาเอาบ้าง คำว่ามนุษย์มาเอาหมาย ความว่าเราไปติดอยู่กับเพื่อนฝูงเหมือนกับท่อนไม้ที่ ลอยไปกลางแม่น้ำไปติดเกาะ ติดความดี




 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

การส่งความคิดเห็นของคุณ เราขอสงวนสิทธิ์เป็นดุลพินิจของทีมงานนะครับเพื่อง่ายต่อการเปลี่ยนแปลง, แก้ไข, เพิ่ม, หรือลบความคิดเห็นของคุณเหล่านี้และบางส่วนของข้อตกลงการใช้งานได้ตลอดเวลา โดยขออนุญาตไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้านะครับ สำหรับท่านใดอยากแก้ไขคอมเม้นท์ตัวเองต้องสมัครสมาชิกก่อนนะครับถึงจะแก้ไขปรับแต่งได้

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


เมนูหลัก

Warning: Parameter 1 to modMainMenuHelper::buildXML() expected to be a reference, value given in /home/veeranon/domains/veeranon.com/public_html/libraries/joomla/cache/handler/callback.php on line 99

สมาชิกเข้าสู่ระบบ





สมัครสมาชิกใหม่
*ลืม รหัสผ่าน หรือ ชื่อผู้ใช้

ตัวนับสถิติ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1742
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1265
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้7600
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว6185
mod_vvisit_counterเดือนนี้7600
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว34452
mod_vvisit_counterทั้งหมด1165408

Your IP: 207.241.237.207
วันนี้ ๐๗ ธ.ค. ๒๕๕๖

Bookmark


ธรรมะบรรยาย วีดีโอธรรมะ หนังสือธรรมะ รวมรูปภาพ
 
คิดดี พูดดี ทำดี ชีวีมีแต่สุข ขออนุโมทนาในจิตกุศลของทุกๆท่าน
Youtube วัดป่าเจริญราช
Facebook วัดป่าเจริญราช