1. Skip to Menu
  2. Skip to Content
  3. Skip to Footer>

พิมพ์

สติปัฏฐาน ๔


    การแสดงธรรมในวันนี้เป็นการแสดงธรรมไปตามประเพณีที่ต้องทำหน้าที่ซึ่งกันและกัน โดยปกติแล้วเมื่อมีการปฏิบัติธรรมหรือที่วัดของอาตมาก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีการปฏิบัติธรรมก็จะมีพระธรรมเทศนาหัวข้อธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติ บางครั้งก็แสดงธรรมทุกเย็น บางครั้งก็เว้น ๑ วัน หรือ เว้น ๒ วันบ้าง ตามแต่สภาวะอารมณ์ของผู้ประพฤติปฏิบัติที่จะพึงมีพึงได้ ในการแสดงธรรมวันนี้จะขอ กล่าวถึงเรื่องสติปัฏฐาน ๔ หรือมหาสติปัฏฐานสูตร ที่พึงปฏิบัติกันอยู่นี้ การแสดงหรือการกล่าวถึงการประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้สอดคล้องกับการกระทำของผู้ปฏิบัติ ซึ่งท่านทั้งหลายคงได้ยินได้ฟังกันมาหลายครั้งหลายครา แต่ละครั้งอาจจะจำไม่ได้หรืออาจจะเกิดความเข้าใจมากหรือน้อยตามแต่สติปัญญาหรือสัญญาของผู้นั้นจะพึงจำได้ในวันนี้จะกล่าวสติปัฏฐาน ๔ หรือมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ หมายถึงที่ตั้งของสติ ทั้ง ๔ ส่วนนี้ เราจะพึงปฏิบัติอย่างไร ประการแรกเรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ประการที่สองเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ประการที่สาม จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานประการที่สี่ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน นี่คือสูตรที่เรียกว่า สติปัฏฐาน๔ อันเป็นหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงทำหน้าที่คือได้ศึกษาและค้นคว้าเข้าไปในจิตใจของตนเอง ที่เรียกกันว่ากรรมฐาน กรรมฐาน ในที่นี้คำว่า กรรม แปลว่าการกระทำ ส่วนกรรมฐาน คือที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต ฐานมาจากที่ตั้ง ที่นั่ง ที่ยืนที่นอน ที่ตั้งของกาย ที่ตั้งของจิตอยู่ที่ไหน ที่ตั้งของจิตคือที่กายยาววา หนา คืบ กว้าง ศอก ฐานทั้ง ๔ นี้ หากเว้นจากฐานทั้ง ๔ มีหรือไม่ตอบว่ามีเช่นเดียวกัน บางครั้งมีมาก แต่ขมวดว่าแค่ ๔ ประเด็น หรือ ๔ ประการใหญ่ๆ ที่เรียกว่าสั้นๆ ว่า กาย เวทนา จิต ธรรมนี้คือสูตร สำเร็จอันเป็นสูตรใหญ่ของชีวิต

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
    กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือมีสติระลึกรู้กายในกาย ซึ่งกายมี ๒ ส่วน คือกายนอกและกายใน กายในเรียกว่ากายปรุงแต่งขึ้นมา กายนอกคือรูปกายที่นั่งอยู่ตรงนี้ ที่มองเห็นกันอยู่ ที่มีอาการเจ็บปวด ป่วยไข้ และต้องหาอะไรมาเพิ่มเติมในสิ่งที่ขาด อันนี้กายในเรียกว่ากายหยาบ กายตัวนี้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นรังแห่งโรคโรคอะไรบ้าง นั่นคือสิ่งใดที่เป็นโรคก็เป็นทุกข์ สิ่งใดที่กายมีก็เกิดความทุกข์ ความทุกข์เหล่านั้นก็คือพยาธิเข้ามาบีบคั้น ไม่ว่าจะมีตาก็ เป็นโรคทางตา ตามืด ตามัว ตาฟางฝ้า ตาบอด ตาต้อ ตาเข้ ตาแดงตาเหล่ นั่นคือโรคในตาโรคอีกส่วนหนึ่งคือผมแต่ก่อนมันดกดำ สวยงาม เงาวับ แต่พอขยับไปอายุ ๓๐-๔๐ ปีบ้าง มันก็เปลี่ยนแปลง จากผมดำกลายเป็นหลากสี มีดำผสมกับขาว เรียกว่าหงอก ผมหงอกบอกตัวแล้วว่าเฒ่าคนเฒ่านั่งซึมเศร้า โดยคนเฒ่าคนแก่จะนั่งซึมเศร้า เมื่อลูกหลานมาจะยกมือกำบังมองดูและร้องถามว่าใครมาหา เพราะเป็นโรคของกายนอกคือกายรูปร่าง อีกส่วนหนึ่งมาสู่ที่ฟัน ฟันนี้มันก็จะแน่นและทนดีเมื่ออายุยังน้อย แต่พอบ่ายคล้อยลงมา ๕๐-๖๐ ปี มักจะโยกคลอนบางคนฟันหายไปหมด ฟันมันหย่อน มันไม่ตึง แต่ส่วนที่มันตึงคือหูมันตึงเพราะไม่ได้ยิน แท้ที่จริงเขาพูดถูกคือมันหย่อนยาน มันหมดสมรรถภาพ มันจึงหย่อนยานไป ตรงนี้มันเป็นโรคของกายพอเป็นโรคของกาย มันก็เป็นโรคทางจิตวิปริตขึ้นมาด้วยทำให้จำเป็นต้องหาสิ่งนี้มาเพิ่มเสริมแต่ง จึงได้เกิดโรงพยาบาลหรือคลินิกเสริมความงามมากมาย เพราะคนไม่อยากจะขี้เหร่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าคนหรือสรรพสัตว์ที่เกิดขึ้นมานี้ ท่านให้พิจารณาว่าร่างกายเป็นสิ่งที่ไม่สวยไม่งาม พอพูดดังนี้หลายคนหลายบุคคลก็อาจจะเถียงไปได้ว่า ถ้าคิดอย่างเช่นนั้นคนก็ไม่สวยไม่งาม ทำให้จิตใจห่อเหี่ยวทำให้จิตใจสลดหดหู่ อ้างว้าง หงอยเหงาได้แต่แท้ที่จริงแล้วคนเรานั้นมักจะหัวเราะเริงร่าหรือร้องไห้ตีอกชกตัว องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอาการนั้นเป็นลักษณะของ คนบ้า คนบ้าคือคนขาดสติ เผลอสติ หรือไม่มีสติเลย อยากจะทำอะไรก็ทำ อยากจะร้องเพลงก็ร้องเพลง อยากจะแก้ผ้าก็แก้ผ้าออก ทำตามสัญญาที่อยากจะทำ แต่หากเราไม่มีการควบคุมสติ เราเรียกว่าคนบ้าหรือสติแตก กายที่จิตใจมันบอบบาง จากการกระทบกับสิ่งที่พอใจ บ้างหรือสิ่งที่ไม่พอใจบ้าง สิ่งที่พอใจคือหัวเราะเริงร่าจนเพลินใจในมายาของสังคม มายาของโลก ทำให้ลืมตัว จึงมีคำกล่าวว่า หลงตัวลืมตาย หลงกายลืมแก่ หลงสมบัติลืมญาติพี่น้อง หลงตัวเองลืมพ่อแม่พอถึงเวลาแย่หาพ่อแม่ไม่เจอเราหลงอย่างไรจึงเป็นอย่างนั้น เพราะความหลงในกายว่าตัวเองแข็งแรง ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดปฏิบัติธรรม หากคิดเช่นนั้นแล้ว จะเข้าวัดเวลาไหน เมื่อจะรอเข้าวัดตอนแก่ ร่างกายก็แย่ เพราะอะไรละเพราะเวลาให้เดินจงกรม ก็เดินกะโผลกกะเผลก นั่นเพราะสังขารร่างกายไม่อำนวย จึงเกิดโรคแทรกแซงทางใจ กลายเป็นคนใจน้อยหรือใจปลาซิว พอนั่งไปสักหน่อยมันเกิดอาการปวด นั่งไปพลิกไป มันไม่ได้อดทน นั่นคือเป็นโรคใจน้อยหรือน้อยใจ ในที่สุดเป็นโรคบ่นเพ้อในใจว่าฉันน้อยวาสนา จึงขอลากลับบ้านไปก่อน เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น เพราะสติเรียกว่า สติมตํ ปสนฺเนว ชานาติ สติขาดการพัฒนา พอสติขาดการพัฒนา ความแก่กล้าของสติก็น้อยไป มันจึงกลายเป็นโรคใจอ่อนคือสติอ่อนนั่นเอง

    ดังนั้นเมื่อสติอ่อน เราจะพิจารณากายได้อย่างไร เพราะการที่พะวงแต่กาย เราไม่ได้พิจารณากาย การพะวงกายคืออะไร มันจะพะวงว่าฉันจะเดินไหวหรือเปล่า ฉันจะนั่งไหวหรือเปล่า เพราะขาก็ไม่ดี เอวก็ไม่ดี ทำไมมันยังไม่พิจารณา เพราะมันพะวงกาย การพะวงนี้ทำให้ เกิดความวิตกกังวลหรือวิตกจริตแล้วตีตนไปก่อนไข้ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น มันจะเป็นอย่างนี้ ตรงนี้ท่านให้พิจารณากายว่ามันเป็นของไม่สวยไม่งาม กายเป็นของมูตรคูถ เป็นหลุมเหมือนกับเถ้าถ่านเพลิงที่มันจะแตกดับเวลาไหนก็ได้เมื่อเรากำหนดไม่ได้ ท่านจึงให้พิจารณากายในกาย เมื่อเห็นกายนอกเป็นสิ่งสกปรกเลอะเทอะไปด้วยสิ่งปฏิกูล มองเข้าไปด้านในมีทั้งตับ ไต ไส้ พุง พังพืดต่างๆ ห้อยระโยงระยางกันอยู่ภายใน อีกทั้งมีน้ำเหลือง น้ำหนองไหลออกตามช่องต่างๆ มันเป็นสภาพแห่งวัตถุภายใน แต่ตัวใจของเราจะเห็นหรือเปล่า หากใจของเราเห็นสภาวะภายใน โดยเราเอาสภาพวัตถุภายในห้อยไว้ข้างนอก เหมือนไส้วัวไส้ควายที่เขามาวางขายตามท้องตลาด เมื่อวางไปสักพักเจ้าของตลาดหรือเจ้าของสินค้ามาไล่แมลงวัน แมลงหวี่ หากพิจารณาในตัวของเรา ถ้าไม่ได้อาบน้ำ ไม่ประแป้ง ไม่ใช้เครื่องหอมฉาบทา มันก็คงจะเหม็นเช่นเดียวกัน เจ้าของกายก็คงถือไม้ไว้ไล่อีกา ไว้ไล่แมลงวันที่บินมาตอมหรือสุนัขที่มาแทะมากิน เพราะของเหล่านั้นเป็นของสกปรกเป็นของเหม็นฉะนั้นกายนี้เป็นบ่อเกิดแห่งรังของโรค ตามที่กล่าวไปเบื้องต้นนั้นแล้ว นี่คือส่วนที่เป็นกาย จึงเรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐานคือการพิจารณากายให้ละเอียดเหมือนดั่งพระ เมื่อพระบวชใหม่ๆ พระอุปัชฌาย์จะให้พิจารณากรรมฐานว่า เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ ให้พิจารณา ผม เล็บ หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกว่าเป็นของไม่สวยไม่งาม เพราะหากเราพิจารณาอย่างนี้เนืองๆ บ่อยๆ เราจะไม่ประมาทไม่หลงในกายเราจะมีสติภาวนาดูอยู่ตลอดเวลา อันนี้คือกายที่เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
    ต่อมาส่วนที่เป็นนามที่เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานส่วนที่พอใจคือความสุข ความสบาย ส่วนที่เป็นเวทนา คือที่ไม่พอใจและที่ไม่ชอบคือความทุกข์ ทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ ส่วนเวทนาที่เรียกว่าความพอใจ และความไม่พอใจก็เป็นเวทนา ความพอใจเรียกว่าสุขเวทนา ความไม่พอใจเรียกว่าทุกขเวทนา ความเฉยๆ ขณะเรานั่งภาวนาพองหนอ ยุบหนออยู่นี้ สภาวะท้องพองท้องยุบ มันหายไป มันมีสภาวะอาการของเวทนาเข้ามาแทรกแซงคือปวดที่ขา รู้สึกง่วง หรือ รู้สึกอึดอัดตรงนี้เรียกว่าทุกขเวทนา ปวดเหมือนกับระเบิด มันเหมือนจะแตกดับ เหมือนกับไฟไหม้ มันยิ่งปวดมากเมื่อพิจารณาปวดหนอๆมันก็ไม่หายปวด แต่มันยิ่งปวดมากขึ้นๆ ตรงนี้เรียกว่าทุกขเวทนาหากนั่งแล้วมีสมาธิ ตั้งมั่นอยู่ มันมีเวทนาอยู่ไหม ตอบว่ายังมีเวทนาตั้งอยู่ แต่เราไม่รู้สึกปวด การที่รู้สึกเฉยๆ และนั่งนิ่งได้ ตรงนี้เรียกว่าอุเบกขาเวทนา คือมันเฉย มันทนได้ มันรอได้ เมื่อมีสมาธิตรงนี้อยู่ โดยเริ่มจาก ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ จิตตั้งมั่นเข้ามาระยะ ๑ พออัปปนาสมาธิ จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ร่างกายก็ดีดขึ้นนั่งตั้งตรงโดยอัตโนมัติของกาย นี่คือสภาวจิตและกายได้สมาธิ ถ้ามองดูก็รู้ลักษณะของผู้ทำสมาธิแล้วได้สมาธิ หากผู้ไม่มีสมาธิก็จะนั่งโคลงเคลง เอียงไปเอียงมา ขยับตัวไปมาและหายใจไม่สม่ำเสมอ นี่คือลักษณะของสภาวะสมาธิไม่เกิดขึ้น มันมีแต่ความอึดอัดขัดเคืองใจ มีจิตใจทุรนทุรายตลอดเวลา ฉะนั้นเมื่อเวลาทำสมาธิภาวนา เราต้องนั่งตัวให้ตรง เมื่อตัวตรงแล้วให้กำหนดภาวนาโดยอย่าเผลอสติและตั้งจิตภาวนาตลอดเวลา จึงจะมีสมาธิพอที่จะต่อสู้กับเวทนาได้ตัวเวทนานอกกับเวทนาในมันต่างกันอย่างไร เวทนานอกยกอย่างเช่น เมื่อได้ยินเสียงแล้วรู้สึกว่าเสียงนี้มันดังจริงๆ บางทีได้ยินเสียงคนอื่นหายใจแล้วรู้สึกว่าเสียงดังจัง บางครั้งมันทำให้รู้สึกอึดอัดและรำคาญใจ ทำให้เวทนาเกิดขึ้น ทำให้เกิดความไม่พอใจ เราจึงเรียกอาการนั่นว่าเวทนา เป็นการเอาเวทนานอกมาเป็นเวทนาใน คือจับเอาสภาวะคนอื่นมาหรือเอาสภาวะของอาการของคนอื่นมาเป็นความทุกข์ในใจตนเอง เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น เพราะเราขาดการมองด้านใน เรามองแต่ด้านนอก จับสภาวะนอก มันจึงเกิดทุกข์กายเป็นทุกขังหรือเป็นทุกขลักษณะ ที่มันรับเข้ามาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นไปโดยอัตโนมัติ เพราะใจมันเคยชินอย่างนั้น

กรรมฐานเหมือนแว่นส่องใจ
    การทำกรรมฐานเหมือนการเอาแว่นมาส่องใจ เราจะส่องให้เห็นชัดเจนมากน้อยเพียงใด โดยส่องทั้งข้างนอกและข้างใน แต่เขาให้เราส่องข้างในให้มาก เมื่อส่องข้างในได้ชัดเจนแล้ว การปฏิบัติของเราจะมีการเริ่มขยับเลื่อนชั้นขึ้นมาทีละชั้นๆ ทีละนิดๆ จนเกิดความเคยชิน เมื่อความเคยชินเกิดขึ้นแล้ว กายมันก็จะเบา ใจมันก็จะเบา มันไม่อึดอัดขัดเคืองเนืองแน่นหรือกระวนกระวายใจ พอนั่งไปอาการพองหนอ ยุบหนอ มันชัดเจน โดยเห็นท้องพองก็ชัด ท้องยุบก็ชัด ดูสภาวะอาการ ต้นการพองมันชัดเจน เมื่อกำหนดเห็นได้ ทำให้เห็นสภาวะตัวนี้ภายใน ใจ เห็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ตัวสภาวะนี้เกิดขึ้นที่ลักษณะอาการพอง อาการยุบ หรือต้นพอง กลางพอง สุดพอง ต้นยุบ กลางยุบ สุดยุบ หากเห็นได้อย่างนี้ การปฏิบัติจะเกิดสภาวะเร็วขึ้นมา สภาวะของเวทนา มันก็จะตัดเบาลงไป แต่ถ้าเวทนาเกิดขึ้นแล้ว เราจะทำอย่างไรเราก็กำหนดเวทนานั้น ท่านเรียกว่า อยากออกจากทุกข์ เราต้องรู้ทุกข์เสียก่อน เหมือนกับเรารู้จักว่าไฟมันร้อน เมื่อเรารู้ว่าไฟร้อน เราก็ต้องออกจากความร้อนได้ ส่วนวิธีการที่จะออกจากความร้อนได้อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับเทคนิคของแต่ละท่านหรือแต่ละบุคคลเหมือนกับคนรู้จักไฟกับคนที่ไม่รู้จักไฟ คน ๒ ประเภทนี้ หากถามว่าคนประเภทใดเมื่อจับไฟจะรับอันตรายมากกว่ากัน คงตอบว่าคนที่ไม่รู้จักว่าไฟนั่นแหละจะได้รับอันตรายมากกว่า เพราะเมื่อไม่รู้จักไฟ ก็จะจับไฟเต็มมือ ไฟก็จะไหม้เต็มที่ หากคนที่รู้จักไฟก็จะรู้จักระวังตัวเองโดยเอานิ้วไปแหย่นิดๆ เสียก่อน มันก็จะถูกไฟไหม้น้อยหรือไม่ไหม้เลย เปรียบเหมือนการที่ผู้ปฏิบัติรู้จักทุกข์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อรู้จักทุกขเวทนา ก็เข้าใจเวทนาและมีวิธีการที่จะต่อสู้กับเวทนา คือข้าศึกที่เรามองไม่เห็นตัว แต่มันสามารถมาครอบงำตัวและใจได้ สภาวทุกข์ตัวนี้ ท่านเรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

วิธีการต่อสู้กับเวทนา
    การที่ตัวเวทนาเกิดขึ้น เราต้องรู้จักวิธีการต่อสู้กับเวทนา โดยการกำหนดปวดหนอๆ นั่นคือโยคีผู้ปฏิบัติปฏิบัติได้ชำนาญและได้สมาธิแล้ว แต่ถ้าโยคีผู้ปฏิบัติใหม่ๆ ก็ให้ภาวนาดูท้องพอง ท้องยุบ แล้วกำหนดปวดหนอๆ สัก ๒-๓ ครั้ง หากยังมีเวทนาอยู่ ก็กำหนดพองหนอ ยุบหนอต่อไปเช่นนี้เรื่อยๆ จนสมาธิแก่กล้าขึ้นมา เมื่อสมาธิแก่กล้าขึ้นมาพอที่จะกำหนดพิจารณาต่อสภาวะเวทนาได้ จึงวางพองหนอ ยุบหนอไว้ เมื่อมันปวด มันเกิดเวทนาก็กำหนดเวทนา หากปวดก็ดูอาการปวด ดูที่มันปวด ปวดตรงไหนก็ดูตรงนั้น โดยเอาจิตพิจารณาอย่างละเอียดลึกลงไปว่าขาปวด มันปวดตรงไหนของขา จุดใดของขาที่มันปวด ปวดตรงเนื้อ ปวดตรงเอ็น ปวดตรงกระดูกหรือว่าที่ใดที่หนึ่ง ให้จับจุดให้เจอ ถ้าจับจุดไม่เจอ เขาเรียกว่า เกาไม่ถูกที่คัน มันก็ไม่หายคัน มันจะคันไปตะพึด คันไปทั้งตัวในที่สุดก็บอกว่าการเดินจงกรม การนั่งสมาธินั้นไม่เห็นได้ ประโยชน์อะไรเลย เพราะปฏิบัติแล้วมีอาการต่างๆ เกิดขึ้นเหมือนคนจะเป็นไข้ นั่นเป็นโรคมายาทางจิตมาหลอกหลอนเราแล้ว บางคนก็ต้องพับเสื่อกลับบ้าน พอกลับไปแล้วเลิกนั่งกรรมฐาน เลิกเดินจงกรม ทิ้งกรรมฐานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่างนี้เขาเรียกว่าโรคมายา บางทีเราไม่รู้เท่าทันมายา จึงกลายเป็นโรคแพ้กรรมฐานและยกธงขาวโบกมือลาก่อน การทำกรรมฐานนี้มันทำให้ใจแพ้ได้ เพราะใจไม่แข็งพอ เมื่อแพ้ใจแล้ว เราไม่ได้สัมผัสกับรสชาติแห่งกรรมฐานจะได้แต่การนึกคิดเอาเองเท่านั้นเอง

เวทนา...ทำให้เห็นตัวบรรลุธรรม
    ในสมัยที่อาตมายังไม่ได้บวชก็เช่นกัน เมื่อเห็นพระเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิทั้งวัน ท่านไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากเดินจงกรมและนั่งสมาธิภาวนา มองดูหลวงปู่ไม่ได้ทำอะไรเลย อาตมามองแล้วคิดว่าท่านคงสบาย เพราะไม่ต้องทำอะไร เมื่อถึงเวลาเพลก็ไปฉันภัตตาหาร เมื่อฉันเสร็จแล้วก็มานั่งสมาธิภาวนาทั้งวัน แม้ฝนจะตกหรือแดดจะออก อากาศร้อนก็ไม่ใส่ใจและไม่สนใจเรื่องใดๆ ทั้งสิ้นหลวงปู่นั่งอยู่อย่างนั้นทั้งวัน อาตมาสงสัยคิดในใจว่า พระขี้เกียจจัง เดี๋ยวจะไปบวชเป็นพระบ้าง จะได้ไม่ต้องทำอะไร แต่พอมาบวชเป็นพระและได้มาทำกรรมฐาน จึงทำให้รู้รสชาติกรรมฐาน มันเผ็ดยิ่งกว่าพริกขี้หนูเสียอีก เพราะเวลามันปวดสิ่งที่เราไมรู่อยู่ที่การสัมผัสเอง กับสิ่งที่เรารู้คือการคิดเอาเองมันต่างกันมาก การทำกรรมฐานก็เช่นเดียว กัน เราอย่าเพิ่งให้เป็นกรรมถอน ถอนราก ถอนโคนกลับบ้านไปหมดโดยไม่เอากรรมฐาน หากเป็นเช่นนั้นแสดงว่าจิตใจกับตัวสติมันไม่ทันต่อสภาวะที่มันเกิดขึ้น ตัวเวทนานี้แหละมันสามารถเห็นตัวที่ทำให้เราบรรลุธรรมได้ เพราะเวทนามันทำให้เกิดสติแก่กล้า มันยิ่งปวด มัน ยิ่งเห็นชัด แต่ตัวสุขเวทนานั่น คือการนั่งไปเพลินไป จนลืมกำหนดพองหนอ ยุบหนอ เราก็มีแต่ตัวสมาธิอย่างเดียว ตัวสตินั่นไม่มี จึงกลายเป็นกะทิคือมันหลับสบาย ไม่มีอะไรมากำหนดพิจารณา และไม่รู้สภาวะต่างๆ ว่าเป็นอย่างไร นี่คือสมาธิ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วเราก็เผลอสติ จนไม่ได้กำหนดสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อนั่งสมาธิภาวนาครั้งต่อไป เราอยากให้เป็นสมาธิเหมือนเดิม พอไม่เป็นสมาธิก็รู้สึกอึดอัด ทำให้เกิดอาการฟุ้งซ่าน กระวนกระวายใจ นี่คือการทำสมาธิที่ขาดสติ โดยไม่ได้อาศัยสติมาเป็นตัวกำหนดและมาเป็นตัวควบคุมในการพิจารณาอาการต่างๆนั้น

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
    การพิจารณาจิต หรือการตามดูจิตเรียกว่าจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตมันก็หวั่นไหว แต่ถ้าเรามีสติ จิตก็ไม่หวั่นไหว จิตตั้งมั่นต่อสู้พิจารณาอย่างชัดเจน มันเห็นอาการต่างๆที่เกิดขึ้น มันเห็นสภาวะที่กำลังจะปวด ก็กำหนดปวดหนอๆ มันเป็นสัญญาณเตือนภัยกำหนดทันทีว่ารู้หนอ แต่ส่วนใหญ่แล้วเราจะเผลอสติ เมื่อมันปวดแล้วจึงค่อยกำหนดว่าปวดหนอ แท้ที่จริงสภาวะปวดหรือเวทนามันเกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่เราเดิน หรือยืน หรือขณะที่กำลังนั่ง ตัวสภาวะตัวนี้เกิดขึ้น แต่ไม่ได้เอามาพิจารณา มันก็ปวดเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้กำหนดพิจารณาทางจิตให้ละเอียด จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือจิตที่ระลึกรู้คิดเป็นในทางบุญก็ให้รู้ว่าคิดเป็นทางบุญ จิตที่ระลึกรู้คิดเป็นไปทางบาปก็ใหรู้ว่า คิดไปทางบาป โดยใหพิ้จารณารู้ว่า อันนี้มันเป็นบุญนะอันนี้มันเป็นบาปนะ การมีสติระลึกรู้อยู่บ่อยๆ เป็นประจำๆ ทำให้ไม่เผลอสติส่วนที่เป็นกุศล ส่วนที่ไม่เป็นอกุศล หรือส่วนที่มันอยู่ตรงกลางแห่งความสุขคือความพอดี เราก็จะได้เห็นได้รู้ทัน แต่หากเราไม่รู้ทันไม่เห็นสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น จิตก็จะหวั่นไหวไปตามกิเลสสภาวะอารมณ์เป็นไปตามตัณหาร้อยแปด กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา กามตัณหามี ๓๖ ภวตัณหามี ๓๖ วิภวตัณหามี ๓๖ องค์ธรรมรวมกัน เป็น ๑๐๘ คือกิเลส ๑,๕๐๐ และตัณหา ๑๐๘ ซึ่งตรงนี้ทำให้หลงสุขเกลียดทุกข์ ไม่อยากมี ไม่อยากเอา ตัวสภาวะที่เกิดขึ้นโดยที่เราก็ไม่อยากจะได้สภาวะอาการนั้น มันทำให้รู้สึกปวดอึดอัด หายใจไม่คล่องอาการพองไม่เห็น อาการยุบไม่เห็น มันไม่มีอะไรเลย ทำให้จิตอึดอัด เราจึงไม่อยากให้มีสภาวะอารมณ์อย่างนั้นและไม่อยากเป็นเช่นนั้นพอจิตไม่อยากมีสภาวะอารมณ์นั้น มันก็เกิดความทุกข์ รู้สึกอึดอัดใจตัวอึดอัดใจตัวนี้มันคือตัวฟุ้ง อย่างไรก็ตามเมื่อมีสติ สมาธิ ปัญญา เข้ามาพร้อมกัน มีสติและสมาธิมากำกับ กำหนดรู้ทันต่อเหตุการณ์ต่อสภาวะที่เกิดขึ้น การขับเคลื่อน หรือการควบคุมของสภาวจิตของสติ ก็จะเป็นไปได้อย่างง่ายดายและราบรื่น จิตของเราก็จะรู้ว่าขณะนี้จิตท่องเที่ยวไปในเรื่องบุญ รู้ว่าขณะนี้จิตท่องเที่ยวไปในเรื่องบาป รู้ว่าขณะนี้จิตท่องเที่ยวไปในเรื่องของอดีต รู้ว่าขณะนี้จิตท่องเที่ยวไปสู่อนาคต พระพุทธองค์ตรัสว่าอดีตที่ผ่านมาแล้วให้ละทิ้งไป อนาคตยังมาไม่ถึงก็อย่าเพ้อฝันให้กำหนดเอาปัจจุบันส่วนนี้ให้เห็นชัดเจน เมื่อได้ยินเสียง กำหนดเสียงหนอ เสียงกระทบที่ไหนให้กำหนดตรงที่กระทบ ไม่ใช่กำหนดที่เสียงหรือกำหนดที่หู กำหนดที่กระทบหรือภาษาพระเรียกว่าผัสสะ ซึ่งตรงไหนที่มันกระทบหรือที่มันได้ยินก็กำหนดตรงนั้น ตาเห็นรูปกำหนดตรงไหน กำหนดที่ตาหรือกำหนดที่รูป โดยให้กำหนดในขณะที่ตัวผัสสะคือตัวกระทบนั่นเองว่าเห็นหนอ พอใจก็กำหนดพอใจหนอ ไม่พอใจก็กำหนดไม่พอใจหนอ นี่คือการกำหนดด้วยสติ

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
    โดยฐานคือสติที่กำหนดฐานกาย กำหนดฐานเวทนา กำหนดฐานจิต กำหนดฐานธรรม ที่เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการพิจารณาธรรม การตามดูธรรมทั้งส่วนอกุศลและกุศลที่เกิดขึ้นในจิต รู้ธรรมที่เกิดขึ้นในใจ รู้ธรรมที่คิดขึ้น สภาวะที่เป็นบาปหรือสภาวะที่เป็นบุญ สภาวะที่เกลียด สภาวะที่โกรธ สภาวะที่เกิดโลภ สภาวะที่เกิดหลง สภาวะที่เกิดโมหะ ความพอใจหรือความไม่พอใจตรงนี้ คือสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในใจ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เราคงเคยได้ยินพระท่านสวดสาธยายพระมาติกา เรียกว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลาธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา ธรรมที่เป็นกุศลกับธรรมที่เป็นอกุศล ๖๖ บาทพระคาถา อยู่ในบทมาติกา ที่เรียกว่า สวดกุสลาธัมมา ธรรมที่เป็นกลางๆ ไม่ไปทางบุญหรือไม่ไปทางบาปอยู่ตรงกลางเป็นอพยากตาธัมมา เป็นธรรมที่ให้เราพิจารณาเรียกว่าขันติอุเบกขาธรรมเมื่อธรรมที่เกิดขึ้นในใจได้แยบคายแล้ว เราพิจารณาธรรมนั้นใหรู้เท่าทัน เขาเรียกว่า รู้เท่า เอาไว้ทัน รู้กันเอาไว้แก้ รู้เท่า รู้ทัน รูกั้นรู้แก้ รู้จักตัว ใช้ตัวได้ ชี้ตัวออก บอกตัวเป็น เห็นธรรม ถ้ายังชี้ตัวไม่ได้และบอกตัวไม่ได้ว่าขณะนี้เราทำอะไรกันอยู่ เราก็เกิดความทุกข์เป็นทุกขเวทนา เป็นธรรมที่ทำให้จิตสลดหดหู่และเศร้าหมองใจฉะนั้นเมื่อจิตตั้งมั่นแล้วสภาวธรรม องค์ธรรมที่เกิดขึ้นเขาเรียกว่าองค์ธรรม ๘ ประการ โดยจิตตั้งมั่น พอจิตตั้งมั่นแล้ว เราจะกำหนดสภาวะต่างๆได้ ลักษณะจิตจะบริสุทธิ์ สะอาด เบาสบาย กำหนดอาการต่างๆ ได้ครบ พอจิตเบาสบายแล้ว จิตก็ผ่องใส

จิตนุ่มนวล...ควรแก่งานดูใจ
    พอจิตผ่องใสแล้วทำให้เกิดเมตตา เราจะนึกถึงญาติพี่น้องคิดอยากให้คนโน้นคนนี้ได้มาปฏิบัติ อยากให้เขาได้บุญ พอจิตมันผ่องใส จิตมันเบาโล่งสบาย เราจะนั่งได้ทั้งวัน ขยันกำหนด ขยันเดินขยันภาวนา นี่คือจิตผ่องใสเกลี้ยงเกลา จิตไม่เศร้า จิตก็ตื่นตัวเบิกบานตัวนี้คือเราเห็นพุทธะน้อยๆ เห็นสภาวธรรมน้อยๆ ต่อมาเมื่อจิตโปร่งใส ไม่เศร้าหมอง จิตก็นุ่มนวล เมื่อจิตมันนุ่มนวล ไม่ว่าจะเดินหรือจะคู้หรือจะเหยียดก็ดูงามตา ไม่กระโดกกระเดกเหมือนม้าดีดกะโหลก นั่นคือ เขาเรียกว่า เป็นผู้มีศีลจารวัตรดี คือ ผู้มีศีลเป็นหลักประพฤติทั่วไปอันจะต้องรักษาและพึงถือปฏิบัติชื่อว่า วัตรอันน่าเลื่อมใส ตรงนี้พระย่อมเกิดขึ้นในใจของเราได้ โดยไม่ต้องบวชเป็นพระ แต่พระเกิดขึ้นในใจ ต่อมาเมื่อใจนุ่มนวลต่อการงาน การงานที่เรากระทำคืองานดูใจ เปรียบเหมือนเอาแว่นส่องธรรมส่องใจ ดูว่าใจเรามันเป็นอย่างไรพอใจนุ่มนวลควรแก่การงาน ใจก็ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่มากระทบอารมณ์ที่มากระทบกับอายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจตรงนี้เรียกว่าการพิจารณาดูสภาวธรรมที่เกิดขึ้นที่เรียกว่ากายประพฤติ ด้วยการปฏิบัติตามสติปัฏฐานสูตร หรือ สติปัฏฐาน ๔ ที่กล่าวในเบื้องต้น กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติ ปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือพิจารณารู้กายในกาย การรู้สุขรู้ทุกข์ในเวทนา รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม โดยทั้ง ๔ ประการเป็นฐาน ๔ ฐาน ที่ต้องพึงระลึกรู้อยู่เสมอแห่งการประพฤติปฏิบัติฉะนั้นโยคีผู้ประพฤติปฏิบัติต้องมีสติอยู่ในฐานทั้ง ๔ เป็น พื้นฐานของหลักภาวนาในการประพฤติปฏิบัติในกาย ยาว วา หนา คืบกว้าง ศอก ซึ่งอยู่ที่สภาวะจิตที่รู้เท่าทันต่อสภาวะอารมณ์ ด้วยการมีสติควบคุมอยู่ในทุกสภาวะ ทุกอิริยาบถไม่ว่า ยืน เดิน นั่ง นอน คิดเหยียดขา คู้ขา เหยียดแขน คู้แขน ทุกกิริยาอาการที่เรากำหนดรู้สภาวะแห่งจิต แห่งการประพฤติปฏิบัติ ที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติ จึงขออวยพรให้โยคีผู้ประพฤติปฏิบัติให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ และขอให้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ในปัจจุบันเร็วพลันเทอญ

การทำกรรมฐานเหมือนการเอาแว่นมาส่องใจ เราจะส่องให้เห็นชัดเจนมากน้อยเพียงใด โดยส่องทั้ง ข้างนอกและ ข้างใน แต่เขาให้เราส่องข้างในให้มาก เมื่อ ส่องข้างในได้ชัดเจนแล้ว การปฏิบัติของเราจะมีการเริ่ม ขยับเลื่อนชั้นขึ้นมาทีละชั้นๆ ทีละนิดๆ จนเกิดความเคย ชิน เมื่อความเคยชินเกิดขึ้นแล้ว กายมันก็จะเบา ใจมัน ก็จะเบา



 

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

การส่งความคิดเห็นของคุณ เราขอสงวนสิทธิ์เป็นดุลพินิจของทีมงานนะครับเพื่อง่ายต่อการเปลี่ยนแปลง, แก้ไข, เพิ่ม, หรือลบความคิดเห็นของคุณเหล่านี้และบางส่วนของข้อตกลงการใช้งานได้ตลอดเวลา โดยขออนุญาตไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้านะครับ สำหรับท่านใดอยากแก้ไขคอมเม้นท์ตัวเองต้องสมัครสมาชิกก่อนนะครับถึงจะแก้ไขปรับแต่งได้

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


เมนูหลัก

สมาชิกเข้าสู่ระบบ





สมัครสมาชิกใหม่
*ลืม รหัสผ่าน หรือ ชื่อผู้ใช้

ตัวนับสถิติ

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้621
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1047
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้9536
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว13738
mod_vvisit_counterเดือนนี้19488
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว50448
mod_vvisit_counterทั้งหมด672112

Your IP: 204.236.226.210
วันนี้ ๑๒ ม.ค. ๒๕๕๖

Bookmark


ธรรมะบรรยาย วีดีโอธรรมะ หนังสือธรรมะ รวมรูปภาพ
 
คิดดี พูดดี ทำดี ชีวีมีแต่สุข ขออนุโมทนาในจิตกุศลของทุกๆท่าน
Youtube วัดป่าเจริญราช
Facebook วัดป่าเจริญราช